ปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569–2570 กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศ ตั้งแต่ปริมาณน้ำสำหรับเพาะปลูก ต้นทุนการผลิต ผลผลิตต่อไร่ ไปจนถึงรายได้ของเกษตรกรและราคาสินค้าอาหารในตลาด หากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อเนื่อง ความเสี่ยงดังกล่าวอาจซ้ำเติมภาระต้นทุนของผู้ผลิต และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน
รายงานของ Krungsri Research เรื่อง Super El Niño and the Risks of Extreme Drought and Flooding in 2026–2027 เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ประเมินว่า ภายใต้กรณีฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยแล้งและน้ำท่วมอาจอยู่ที่ 35,500 ล้านบาทในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 127,100 ล้านบาทในปี 2570 หรือคิดเป็นประมาณ 0.65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการภายใต้สถานการณ์จำลอง ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
น้ำแปรปรวน เพิ่มภาระต้นทุนการผลิต
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพาะปลูก หากเกิดฝนทิ้งช่วงหรือมีน้ำไม่เพียงพอ เกษตรกรอาจต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ จัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม หรือปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูก ขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นอาจเพิ่มความต้องการน้ำของพืชและกระทบต่อการเจริญเติบโต
ความเสี่ยงนี้มีความสำคัญต่อเกษตรกรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ หากปริมาณน้ำไม่เพียงพอในช่วงสำคัญของการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพสินค้าอาจลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพืชเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยมีโอกาสปรับสูงขึ้น
นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยแล้ง แต่ยังรวมถึงน้ำท่วมที่อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ทำให้การบริหารจัดการน้ำและการวางแผนการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น
ต้นทุนสูงขึ้น บีบกำไรและรายได้เกษตรกร
ผลกระทบสำคัญของเอลนีโญ คือ ความเสี่ยงที่เกษตรกรจะเผชิญภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผลผลิตอาจลดลง หากต้องใช้เงินมากขึ้นในการจัดหาน้ำ พลังงาน แรงงาน และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ แต่ได้ผลผลิตน้อยลง ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยก็อาจสูงขึ้นและทำให้กำไรสุทธิลดลง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบเกษตรกรรายย่อยมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดและมีความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแตกต่างจากผู้ผลิตที่มีระบบชลประทานหรือเทคโนโลยีการผลิตที่พร้อมกว่า
ขณะเดียวกัน แม้ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดจะปรับสูงขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะต้องพิจารณาปริมาณผลผลิตที่ขายได้ ต้นทุนการผลิต และราคาที่ได้รับจริงประกอบกัน หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายรับ เกษตรกรก็อาจมีรายได้สุทธิลดลงได้เช่นกัน
ผลผลิตสะดุด เสี่ยงส่งผ่านแรงกดดันสู่ราคาอาหาร
หากผลผลิตสินค้าเกษตรบางชนิดลดลงในวงกว้าง อาจส่งผลต่อปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่ตลาด ทั้งสินค้าเพื่อการบริโภคโดยตรงและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
รายงาน Krungsri Research ฉบับเดียวกันประเมินว่า ผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมอาจเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับกรณีฐานประมาณ 0.09–0.12 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 และ 0.21–0.30 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2570 ตัวเลขนี้เป็นการประเมินผลกระทบเพิ่มเติมภายใต้สมมติฐานของรายงาน ไม่ใช่การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งหมด และไม่ได้หมายความว่าราคาอาหารทุกชนิดจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยในเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.82% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.25% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2569 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวม แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเพิ่มขึ้นทั้งหมดมีสาเหตุมาจากเอลนีโญโดยตรง เนื่องจากราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และปัจจัยด้านอุปสงค์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ในระยะต่อไป หากสภาพอากาศทำให้ผลผลิตลดลงต่อเนื่อง ราคาอาหารบางประเภทอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านการจัดเก็บหรือไม่สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาจะขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตคงเหลือ การนำเข้าและส่งออก ต้นทุนขนส่ง และความต้องการของผู้บริโภคร่วมด้วย
เร่งรับมือก่อนความเสี่ยงลุกลาม
ภายใต้ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ การเตรียมความพร้อมจึงมีความสำคัญต่อการจำกัดความเสียหาย ทั้งการบริหารจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช การวางแผนเพาะปลูกตามปริมาณน้ำต้นทุน การส่งเสริมระบบให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ และการติดตามพยากรณ์อากาศในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐควรติดตามสถานการณ์น้ำ ผลผลิต ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับพื้นที่และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ส่วนผู้ประกอบการควรวางแผนบริหารวัตถุดิบและต้นทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านอุปทาน
ท้ายที่สุด เอลนีโญในช่วงปี 2569–2570 อาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนการผลิตและรายได้เกษตรกร ไปจนถึงต้นทุนวัตถุดิบ ราคาอาหาร และค่าครองชีพของประชาชน แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและการเตรียมมาตรการรับมืออย่างเหมาะสมจะเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสียหายต่อภาคเกษตรและจำกัดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย
แหล่งอ้างอิง
· Krungsri Research
· สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์




