ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง (stagflation) สะท้อนผ่านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า
ขณะที่ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง
สำหรับเศรษฐกิจไทย กกร. ระบุว่าได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวมาอยู่ที่ 2.0–3.0% จากเดิมคาดเพียง 0.2–0.7%
ขณะเดียวกันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นยังอาจกระทบการบริโภค ความเชื่อมั่นภาคเอกชน รวมถึงภาคการผลิตที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น และการส่งออกที่เผชิญปัญหาโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ยังประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหายไปราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ กกร. ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.2–1.6% จากเดิม 1.6–2.0% พร้อมเตือนว่าหากสถานการณ์ขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้
ด้านสถานการณ์พลังงานในประเทศ ได้รับข้อมูลจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งระบุว่ามีการปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบ โดยกระจายแหล่งนำเข้าจากทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นให้รองรับน้ำมันหลากหลายชนิด และเดินเครื่องเกิน 100% รวมถึงเพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซล และบริหารจัดการสต็อกน้ำมันให้เพียงพอ ผ่านเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,400 แห่งทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม กกร. ยังคงกังวลว่าวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อจะกดดันต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนต่อเนื่อง จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา พร้อมทั้งสนับสนุนมาตรการลดต้นทุนโลจิสติกส์เพื่อประคองราคาสินค้า
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงาน พร้อมผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ทั้งในมิติความมั่นคง ความยั่งยืน และการดึงดูดการลงทุนในอนาคต




