ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากโครงสร้างพลังงานพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันหรือมีกำลังการกลั่นน้ำมันจำกัด เช่น กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเกือบ 100% ในขณะที่เวียดนาม แม้มีโรงกลั่นน้ำมัน แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง (ประมาณ 88%) ทำให้ยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอุปทานโลก โดยเฉพาะหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ อนึ่ง กัมพูชาเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลนจากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของเวียดนาม จีน และไทย ส่วนเมียนมาและสปป.ลาว แม้ไทยจะยังส่งออกน้ำมันให้แต่ก็มีการจำกัดปริมาณรวมไม่เกิน 5 ล้านลิตรต่อวัน
ราคาน้ำมันดีเซลใน สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ปรับเพิ่มขึ้นแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนสะท้อนการพึ่งพาการนำเข้าและข้อจำกัดของนโยบาย ขณะที่เวียดนามสามารถชะลอแรงกดดันด้านราคาได้บางส่วนผ่านมาตรการภาครัฐ โดยในช่วงกลางเดือนมีนาคม รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน (ประมาณ 4,000-5,000 ดอง/ลิตร) และในวันที่ 26 มีนาคม รัฐบาลเวียดนามประกาศระงับภาษีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันชั่วคราว เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม และ VAT น้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลงหลังจากเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ในช่วงแรก ต่างจากประเทศอื่นในกลุ่ม CLMV ที่ราคายังคงปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังมีนโยบายเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เช่น การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน และกระจายแหล่งน้ำเข้าน้ำมันไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ประเทศในแอฟริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (E10)
ในระยะยาว เสถียรภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV จะขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายในประเทศ การเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า และบทบาทของนโยบายภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพด้านราคา




