เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว สิ่งที่ประชาชนมักได้ยินอยู่เสมอ คือ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือค่าครองชีพ การลดภาษี หรือโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้มาจากไหน ในเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ของรัฐก็น่าจะลดลงด้วย
คำตอบคือ รัฐบาลไม่ได้มีเงินก้อน ที่เก็บไว้ใช้ได้ไม่จำกัด แต่มีเครื่องมือทางการคลังหลายรูปแบบในการจัดหาเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจ แต่ละวิธีมีทั้งข้อดี ข้อจำกัด และต้นทุนที่ต้องคำนึงถึง
เมื่อเศรษฐกิจชะลอ รายได้ของรัฐก็ลดลง
รายได้หลักของรัฐบาลไทยมาจากการจัดเก็บภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีสรรพสามิต
เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ธุรกิจมีกำไร ประชาชนมีรายได้และใช้จ่ายมากขึ้น รัฐก็สามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ภาคธุรกิจขายของได้น้อยลง กำไรลดลง การบริโภคชะลอตัว รายได้จากภาษีก็ลดลงเช่นกัน
นี่จึงเป็นความท้าทายของนโยบายการคลัง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแรง รัฐกลับจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่รายได้กลับลดลง
วิธีแรก ใช้งบประมาณที่มีอยู่
ทางเลือกแรกของรัฐบาล คือ การจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยลดงบประมาณในบางด้าน แล้วนำเงินไปใช้กับมาตรการที่เห็นว่าจำเป็นกว่า ตัวอย่างเช่น การชะลอโครงการลงทุนบางโครงการ เพื่อนำงบประมาณไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ หรือเพิ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อจำกัด เพราะงบประมาณของรัฐส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ งบสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ในการโยกงบมีไม่มากนัก
วิธีที่สอง กู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
หากงบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้ แนวคิดนี้ได้รับการอธิบายโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ John Maynard Keynes ซึ่งเสนอว่า ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ภาคเอกชนมักลดการลงทุนและการใช้จ่าย ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลง
ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐควรเข้ามาใช้จ่ายมากขึ้น แม้จะต้องกู้เงิน เพื่อสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุน และทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 และช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลทั่วโลกออกมาตรการขนาดใหญ่เพื่อประคองเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การกู้เงินไม่ใช่คำตอบที่ใช้ได้ตลอดไป เพราะทุกการกู้จะกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยในอนาคต
หนี้สาธารณะมากแค่ไหนถึงน่ากังวล
หลายคนกังวลว่า หากรัฐบาลกู้เงินมากเกินไป ประเทศจะมีปัญหาเหมือนบางประเทศในอดีต ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้มีตัวเลขตายตัวว่าหนี้สาธารณะระดับใดจึงอันตราย แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลนำเงินที่กู้ไปใช้ทำอะไร
หากเงินกู้ถูกนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง การศึกษา เทคโนโลยี หรือโครงการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นในอนาคตก็อาจสร้างรายได้ภาษีเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ แต่หากเงินกู้ถูกใช้ไปกับมาตรการที่ให้ผลเพียงระยะสั้น โดยไม่ช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ภาระหนี้ก็อาจเพิ่มขึ้นโดยที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตาม
ด้วยเหตุนี้ International Monetary Fund (IMF) จึงเสนอว่า นโยบายการคลังในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวควรมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว
อีกทางเลือกคือ ดึงเอกชนมาร่วมลงทุน
นอกจากการใช้เงินงบประมาณหรือการกู้เงิน รัฐบาลยังสามารถใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) วิธีนี้ช่วยให้โครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน หรือระบบสาธารณูปโภค สามารถเดินหน้าได้โดยรัฐไม่ต้องรับภาระการลงทุนทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว
แม้ PPP จะช่วยลดภาระงบประมาณ แต่ก็ต้องออกแบบสัญญาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อประชาชนในระยะยาว
แล้วประเทศไทยควรเลือกทางไหน
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหลายความท้าทายพร้อมกัน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ สังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจึงมองว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ควรพิจารณาเฉพาะขนาดของเม็ดเงิน แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของการใช้จ่าย ว่าเงินที่ใช้สามารถสร้างการเติบโตในอนาคตได้มากเพียงใด
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ อาจสร้างผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจได้ยาวนานกว่ามาตรการที่กระตุ้นการใช้จ่ายเพียงระยะสั้น
เงินของรัฐ ไม่ใช่เงินฟรี
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเงินจะมาจากภาษี การกู้เงิน หรือการปรับงบประมาณ ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีต้นทุนทั้งสิ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงการหาเงินมาใช้ให้มากที่สุด แต่คือการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกบาทสามารถสร้างการเติบโต สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่รัฐบาลมีเงินจากไหน แต่คือ รัฐบาลใช้เงินนั้นคุ้มค่าหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
- International Monetary Fund. Fiscal Monitor (หลายฉบับ) ว่าด้วยบทบาทของนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจไทย
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย
- สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ข้อมูลหนี้สาธารณะและการบริหารหนี้ของรัฐบาล
- The General Theory of Employment, Interest and Money โดย John Maynard Keynes วางรากฐานแนวคิดการใช้นโยบายการคลังเพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจถดถอย




