คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินภาพรวมและทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยสรุปประเด็นสำคัญใน 4 มิติหลัก ดังนี้
1. วิกฤตพลังงานคลี่คลาย เสนอรัฐปลดล็อกกฎหมายบริหารสต็อกน้ำมัน
ความเสี่ยงจากภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน (Energy Supply Chain Disruption) เริ่มบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ความกังวลในภาคการผลิตลดลง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หลายรายการผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
· ราคาน้ำมันดิบ ณ เดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (จากเดิมที่อยู่ระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนการหยุดยิง)
อย่างไรก็ดี เนื่องจากคลังน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ OECD ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญได้รับความเสียหาย ทำให้ราคาน้ำมันอาจไม่ปรับลดลงไปมากกว่านี้ กกร. จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น เปิดทางให้มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อบริหารจัดการสต็อกน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นต้นทุนราคาพลังงานหลักของประเทศในปัจจุบัน
2. เตือนเศรษฐกิจโตแบบ K-shaped ส่งออก-FDI พุ่ง แต่รากหญ้ายังช้ำ
เมกะเทรนด์โลก (Megatrend) จากการแห่ลงทุนด้าน AI และ Data Center กลายเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนไทยให้ปรับตัวดีขึ้น จนส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยขึ้นมาอยู่ที่ 2.3%
อย่างไรก็ตาม กกร. แสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้าภาวะขยายตัวไม่ทั่วถึง หรือ K-shaped อย่างรุนแรง:
· กำลังซื้อฐานรากยังต่ำ: ภาคครัวเรือนยังมีกำลังซื้อต่ำจากค่าครองชีพที่สูง และตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง
· เม็ดเงินไม่ถึงภาคเศรษฐกิจจริง: ยอดส่งออกและเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่เติบโตสูง ไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การจ้างงานหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงเหมือนในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
กกร. จึงเสนอให้เร่งหาแนวทางใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และคนตัวเล็กที่อยู่นอกระบบ ผ่านการผลักดันสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Thailand Content & Regional Value Content (RVC)เพื่อเพิ่มขีดความสามารถท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัย
3. ดัน 4 เสาหลักปรับโครงสร้างใหญ่ ตั้งเป้าหนุนไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี
แม้ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดย IMD ปี 2026 ของประเทศไทยจะปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาอยู่ที่อันดับ 26(จากอันดับ 30 ในปีก่อนหน้า) แต่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด กกร. จึงสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural Reform) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทำระบบบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลแรงงาน (Connect the dots) เพื่อช่วยในการออกแบบนโยบายที่ตรงจุดและลดต้นทุนแฝงในระบบ
ทั้งนี้ กกร. จะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานธนาคารโลก (World Bank) ที่ตั้งเป้าดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า และแนวทางของโครงการ Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่
4. จับมือ World Bank จัดบิ๊กอีเวนต์ดึงความเชื่อมั่นโลกก่อน ต.ค. นี้
นอกจากนี้ กกร. มีแผนร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในช่วงก่อนเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นเวทีใหญ่ในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยจะเน้นการโชว์โมเดลเศรษฐกิจใหม่ของไทยที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม และเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นสำคัญ




