ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ทะเยอทะยานที่สุดของประเทศไทย ด้วยเป้าหมายเชื่อมท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก
แต่ล่าสุด ทิศทางของโครงการเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณทบทวนแผนการลงทุน หลังผลการศึกษาฉบับใหม่ประเมินว่า ความเป็นไปได้ทางการค้าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ขณะที่ความสนใจจากภาคเอกชนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มีการพิจารณาปรับแนวทางไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม เช่น ท่าเรือระนอง และระบบราง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากกว่าในระยะสั้น รายงานของ Reuters ระบุว่า ผลการศึกษาฉบับล่าสุดทำให้ความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนรัฐบาลต้องกลับมาประเมินความเหมาะสมของโครงการอีกครั้ง
หลายคนอาจมองว่า การทบทวนแลนด์บริดจ์เป็นการถอยหลังของนโยบาย แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่อาจสะท้อนหลักการที่สำคัญกว่า นั่นคือ นโยบายสาธารณะที่ดีต้องพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อข้อมูลเปลี่ยน
โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ รถไฟ หรือสนามบิน ล้วนใช้เงินลงทุนมหาศาลและมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศไปอีกหลายสิบปี ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเดินหน้า รัฐจึงต้องประเมินทั้งต้นทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ผ่านการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis)
แนวทางดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติที่ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินโครงการลงทุนภาครัฐ โดยไม่ได้พิจารณาเพียงมูลค่าการลงทุน แต่ยังประเมินความต้องการใช้โครงการ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการคลัง และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
สิ่งที่เปลี่ยนไปในวันนี้ คือบริบทของเศรษฐกิจโลกไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อน การค้าโลกเติบโตช้าลง ห่วงโซ่อุปทานมีการปรับตัวหลังโควิด-19 ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และการแข่งขันจากท่าเรือในประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สมมติฐานเดิมที่ใช้ประเมินโครงการอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในทางเศรษฐศาสตร์ การยอมทบทวนโครงการเมื่อข้อมูลเปลี่ยน จึงไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของประเทศ เพราะทุกบาทที่ลงทุนในโครงการหนึ่ง ย่อมหมายถึงการไม่ได้ลงทุนในอีกโครงการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบราง การบริหารจัดการน้ำ การศึกษา หรือสาธารณสุข
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนแลนด์บริดจ์ยังมองว่า โครงการมีคุณค่ามากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน เพราะอาจช่วยสร้างความมั่นคงของเส้นทางการขนส่ง กระจายความเจริญสู่ภาคใต้ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว จึงทำให้ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในวงวิชาการและเชิงนโยบายว่า การลงทุนลักษณะนี้ควรวัดจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หรือควรคำนึงถึงประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศร่วมด้วย
ท้ายที่สุด บทเรียนจากแลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่คำถามว่าควรสร้างหรือไม่ แต่คือ รัฐบาลควรกล้าปรับนโยบายตามข้อมูลหรือไม่
เพราะในยุคที่งบประมาณของรัฐมีจำกัด การเลือกลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด คือหัวใจของการบริหารเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ และการยอมทบทวนเมกะโปรเจกต์เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป อาจเป็นสัญญาณของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รับผิดชอบมากกว่าการเดินหน้าต่อเพียงเพื่อรักษาแผนเดิม
แหล่งอ้างอิง
- Reuters. Thailand finds low commercial viability for coast-to-coast Land Bridge megaproject (2026)
- World Bank. Infrastructure Governance and Public Investment Management
- Asian Development Bank (ADB). Guidelines for the Economic Analysis of Projects




