เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังได้รับข่าวดีพร้อมกัน 2 ด้าน โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ (แนวโน้มมีเสถียรภาพ) คาดปีนี้เศรษฐกิจไทยโต 2% ขณะเดียวกันสถาบัน IMD ได้ปรับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้นถึง 4 อันดับ จากอันดับที่ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ของโลก
รมว.คลัง ระบุว่า ผลการประเมินดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ต่างชาติมีต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังและการเมืองของไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะนำทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนจากรายงานนี้มาปรับปรุงอย่างเป็นระบบ โดยจะขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 นี้
ถอดรหัสผลโพล IMD ปลุกโมเดลยุค ‘ป๋าเปรม’ ดึงเอกชนนำ-รัฐหนุน
หากเจาะลึกผลการจัดอันดับของ IMD พบว่าไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในหลายด้าน โดยเฉพาะประสิทธิภาพภาคเอกชนและเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศที่พุ่งจากอันดับ 30 ขึ้นมาอยู่อันดับ 24 รวมถึงประสิทธิภาพภาครัฐด้านการคลังที่ระบบภาษีมีความง่ายขึ้นจากการนำดิจิทัลมาใช้ เช่น ระบบ e-Tax Invoice
อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ความเข้มข้นในการพึ่งพาพลังงาน (Energy Intensity) ที่ไทยร่วงไปอยู่อันดับ 67 ของโลก เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเกือบ 10% ของจีดีพี จนกลายเป็นต้นตอของวิกฤตค่าครองชีพและเงินเฟ้อในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีด้านสาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม (อันดับ 56) และด้านการศึกษา (อันดับ 52) ที่ต้องยกเครื่องใหม่
เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน กรอ. ยุคนี้จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
2. ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน
3. ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ
4. ด้านแรงงาน
โดยจะใช้โมเดลความร่วมมือที่ให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำ และภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน เช่นเดียวกับในยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลก ซึ่งคาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนภายใน 3-4 ปี
ผุด Thailand Fast Pass ปลดล็อกกฎหมายดึงทุนนอกแบบ 0 บาท
รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวเติมว่า ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเสมอไป เพียงแค่รัฐบาลกล้าปลดล็อกและแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ก็สามารถกระตุ้นการลงทุนได้ทันที
ส่วนกรณีที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับของ IMD เป็นปีแรกและไล่จี้ไทยมาอยู่ที่อันดับ 27 นั้น นายเอกนิติ มองว่า ไทยควรยึดเวียดนามเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจมากกว่าคู่แข่ง โดยสามารถจับมือแชร์จุดแข็งร่วมกันได้ เนื่องจากเวียดนามเด่นด้านเซมิคอนดักเตอร์และแรงงานวิศวกรรม ส่วนไทยเด่นด้านการแปรรูปอาหารและวัตถุดิบ
"สถานการณ์ตลาดทุนไทยในปัจจุบันเริ่มมีเงินทุนไหลเข้าในระดับสูง ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนย้ายฐานมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่เผชิญวิกฤตการคลัง การที่ไทยยังคงรักษาเสถียรภาพและวินัยการคลังไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ประกอบกับการมีมาตรการปลดล็อกกฎหมายที่ชัดเจน จะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นและทำให้ไทยเป็นเป้าหมายหลักของทุนโลกได้อย่างแน่นอน"



