ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ’รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์‘อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขึ้นดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ แทนนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 ถือเป็นการวางตัวหัวเรือใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องรับมือทั้งปัญหาเศรษฐกิจภาคเกษตร ภัยธรรมชาติ และการปฏิรูประบบราชการ
การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาโพสต์วิจารณ์กระบวนการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยตั้งข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งอาจเกี่ยวข้องกับ 'การเงิน มากกว่าการงาน'
ด้าน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระบบราชการ โดยพิจารณาจากความซื่อสัตย์สุจริต ผลการปฏิบัติงาน ความทุ่มเท ความอาวุโส ความเห็นร่วมของผู้บริหารระดับสูง
พร้อมย้ำว่า รัฐมนตรีไม่มีอำนาจคัดเลือกบุคคลโดยลำพัง แต่เป็นการเสนอจากปลัดกระทรวง ก่อนส่งผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
“ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง หากใครมีข้อมูลสามารถส่งให้หน่วยงานตรวจสอบได้ และพร้อมชี้แจงทุกประเด็น”
ส่วนข้อกล่าวหาว่าเป็นการ 'ล้างบาง' กลุ่มอำนาจเดิม ‘สุริยะ’ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ มีผู้บริหารระดับสูงกว่า 31 ตำแหน่ง หากจะล้างบางจริงย่อมไม่ใช่เพียงไม่กี่ตำแหน่ง พร้อมย้ำว่าตลอดระยะเวลากว่า 11 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายรัฐบาล ไม่เคยมีประเด็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง
สำหรับ ’รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์‘ เป็นนักบริหารสายวิชาการเกษตรที่เติบโตจากกรมวิชาการเกษตร ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ปี 2565 และได้รับการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงเมื่อปี 2569
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ‘รพีภัทร์’ ดูแลการขับเคลื่อนงานวิจัย เทคโนโลยีการเกษตร การพัฒนาพันธุ์พืช การอารักขาพืช ตลอดจนการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมวิชาการเกษตร
ประวัติการศึกษาที่เผยแพร่โดยหน่วยงานภาครัฐ ระบุว่า สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ (MPA) จาก Chaminade University of Honolulu สหรัฐอเมริกา
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้การโยกย้ายปี 2569 ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 7 ตำแหน่ง จะเกษียณอายุราชการพร้อมกันในวันที่ 30 กันยายน ส่งผลให้ต้องปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ ทั้งระดับปลัดกระทรวง รองปลัด ผู้ตรวจราชการ และอธิบดีหลายกรม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการกำหนดทิศทางการบริหารกระทรวงเกษตรฯ ไปอีกหลายปี
5 โจทย์ใหญ่ของปลัดเกษตรฯ คนใหม่
การเข้ารับตำแหน่งของนายรพีภัทร์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อบริหารงานประจำ แต่ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญหลายด้าน ได้แก่
1. รับมือความผันผวนของภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลต่อผลผลิตเกษตรทั่วประเทศ
2. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานสินค้า การวิจัยพันธุ์พืช และการสร้างมูลค่าเพิ่ม
3. ขับเคลื่อนเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) นำเทคโนโลยีดิจิทัล AI ข้อมูลดาวเทียม และเกษตรแม่นยำมาใช้ลดต้นทุนการผลิต
4. บริหารงบประมาณและโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใส ท่ามกลางข้อเรียกร้องเรื่องการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า
5. สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารบุคคล หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งเป็นโจทย์ด้านธรรมาภิบาลที่ได้รับความสนใจจากสังคม
จับตาการจัดทัพ 'ซี 10' ระลอกใหญ่
แม้ ครม.จะเห็นชอบแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่แล้ว แต่การปรับโครงสร้างผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีตำแหน่งระดับอธิบดี รองปลัด ผู้ตรวจราชการ และผู้บริหารระดับ 10 อีกหลายตำแหน่งที่ต้องแต่งตั้งทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ
ด้วยเหตุนี้ การจัดทัพครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัว 'ปลัดกระทรวง' แต่ยังเป็นการวางกำลังบริหารชุดใหม่ที่จะกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเกษตรของประเทศในช่วงหลายปีข้างหน้า ท่ามกลางความคาดหวังของเกษตรกรและการจับตาจากทุกภาคส่วน ทั้งในมิติประสิทธิภาพการบริหารและความโปร่งใสของระบบราชการ




