ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดพังงาส่งสัญญาณวิกฤต หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักของจังหวัด ชะลอการเดินทางอย่างหนัก ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันปีนี้ซบเซากว่าที่คาด
โดยมีนักท่องเที่ยวเหลือเพียงราว 20% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 50-60% พร้อมเตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับการเดินทางและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของพังงาในระยะยาว

เลิศศักดิ์ ปนกลิ่น นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตลาดนักท่องเที่ยวของพังงากว่า 80% เป็นชาวยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ฝรั่งเศส และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางผ่านศูนย์กลางการบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง
เมื่อเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลให้หลายสายการบินต้องปรับเส้นทางบิน หลีกเลี่ยงน่านฟ้า หรือยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ใช้เวลาเดินทางนานขึ้น และกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวโดยตรง

“ช่วงโลว์ซีซันปีนี้ เราคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 50-60% แต่ความเป็นจริงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ช่วงไฮซีซันปลายปีที่เคยมีนักท่องเที่ยวกว่า 80-85% ก็อาจเหลือไม่ถึงครึ่ง”
เลิศศักดิ์ ระบุอีกว่า หลังวิกฤตโควิด-19 จังหวัดพังงาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว มีรายได้จากการท่องเที่ยวกลับมาแตะระดับกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี แต่สถานการณ์ล่าสุดกำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหม่ต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว และธุรกิจขนส่งที่ต้องเริ่มลดต้นทุนและประคองกิจการ
“แม้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการกระตุ้นตลาดไทยและตลาดภายในประเทศ แต่ยังช่วยชดเชยกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เพียงบางส่วน เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นกลุ่มที่มีการพักระยะยาว 2-4 สัปดาห์ เดินทางแบบครอบครัว และมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าหลายตลาด”
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมองว่าพังงาเสียเปรียบจังหวัดท่องเที่ยวใกล้เคียงอย่างภูเก็ตและกระบี่ ซึ่งมีสนามบินนานาชาติรองรับนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย รัสเซีย และออสเตรเลีย ขณะที่พังงาต้องพึ่งพาสนามบินภูเก็ต โดยนักท่องเที่ยวต้องเดินทางต่อมายังเขาหลักเป็นระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร ทำให้มีต้นทุนการเดินทางสูงและไม่สะดวก
ด้วยเหตุนี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) กลุ่มอันดามัน เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งผลักดัน 5 ประเด็นสำคัญ
1. เร่งความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติอันดามัน จังหวัดพังงา
2. ผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า
3. ขยายการให้บริการเครื่องบินทะเล (Seaplane) ครอบคลุมพื้นที่พังงา เพื่อรองรับทั้งการท่องเที่ยวและการแพทย์ฉุกเฉิน
4. จัดตั้งระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมสนามบินภูเก็ตกับเขาหลัก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
5. เปิดด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากรในจังหวัดพังงา โดยเสนอพื้นที่ทับละมุหรือคุระบุรี เพื่อรองรับการเดินเรือยอชต์และการท่องเที่ยวทางทะเลระหว่างประเทศ

นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถหาตลาดนักท่องเที่ยวใหม่มาทดแทนตลาดยุโรปได้อย่างรวดเร็ว ผลกระทบจะลุกลามไปถึงการจ้างงานในภาคบริการ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว รถรับส่ง และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำนวนมาก
ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน โดยตลาดยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงที่สุด และมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 15-20 วัน สูงกว่าหลายตลาดในเอเชีย
ขณะที่ข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า กลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ถือเป็นฐานลูกค้าหลักของพื้นที่ฝั่งอันดามัน เนื่องจากนิยมเดินทางช่วงฤดูหนาวของยุโรป และพักระยะยาวในจังหวัดพังงา ภูเก็ต และกระบี่

ด้านสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เคยประเมินว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้หลายสายการบินต้องหลีกเลี่ยงน่านฟ้า เพิ่มระยะเวลาการบิน และต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อเส้นทางบินระหว่างยุโรปกับเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
ผู้ประกอบการมองว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและการเชื่อมต่อเที่ยวบินยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ พังงาอาจเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การฟื้นตัวหลังโควิด-19 และจำเป็นต้องเร่งกระจายฐานตลาดนักท่องเที่ยว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดในระยะยาว




