ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภาคการขนส่งเริ่มเห็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เมื่อกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เดินหน้าผลักดันการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในระบบราง
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แม้กฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการจัดทำรวม 77 ฉบับ แต่ ขร.ได้เริ่มใช้กลไกตามมาตรา 33 เปิดทางให้เอกชนสามารถดำเนินการขนส่งทางรางเพื่อกิจการของตนเองได้ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบในระยะแรก
ล่าสุดมีเอกชน 2 ราย ได้รับความเห็นชอบแล้ว ได้แก่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นกลุ่มแรกที่เข้าสู่ระบบใหม่ ภายใต้แนวทาง ‘ลงทุนเอง-ใช้เอง’ บนโครงข่ายของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
ทั้ง 2 บริษัท ได้ลงทุนในหัวรถจักรและอุปกรณ์ขนส่งด้วยตนเอง เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
ในมุมเศรษฐกิจ การเปิดทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของประเทศ ผ่านการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ราง ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าในระยะยาว และช่วยลดความแออัดด้านการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มเติม ทั้งการจดทะเบียนตัวรถ การขอใบอนุญาตประกอบกิจการในระยะถัดไป รวมถึงการจัดสรรช่วงเวลาเดินรถ (Slot) และการทำสัญญาใช้รางร่วมกับ รฟท. ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
อีกประเด็นที่ภาคเอกชนจับตา คือ การกำหนดอัตราค่าใช้โครงข่ายราง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในระดับนโยบาย โดยคาดว่าจะเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดความคุ้มค่าของการลงทุนในระบบรางในระยะยาว
ทั้งนี้ การเปิดให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบราง สะท้อนทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่มุ่งเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ข้อมูล สำนักข่าวอิศรา




