หากถามคนไทยในวันนี้ว่า ‘ค่าครองชีพเป็นอย่างไร’ คำตอบที่ได้คงไม่ต่างกันมากนัก หลายคนยังรู้สึกว่าของกิน ของใช้ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงแพงขึ้น แม้จะได้ยินข่าวอยู่บ่อยครั้งว่าเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำหรือบางช่วงถึงขั้นติดลบ
คำถามคือ หากเงินเฟ้อลดลงจริง ทำไมเรายังรู้สึกว่าของแพงอยู่? ความจริงแล้ว คนจำนวนมากเข้าใจคำว่า ‘เงินเฟ้อ’ คลาดเคลื่อน เพราะคิดว่าเงินเฟ้อลด หมายถึงราคาสินค้าจะกลับมาถูกลง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ความหมายไม่ใช่เช่นนั้น
เงินเฟ้อ คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ไม่ใช่ระดับราคาของสินค้า ลองนึกภาพว่า ปีแรก ราคาข้าวแกงจาก 50 บาท เพิ่มเป็น 55 บาท เท่ากับราคาปรับขึ้น 10% ปีต่อมา ราคาขยับจาก 55 บาท เป็น 56 บาท เท่ากับเงินเฟ้อเหลือประมาณ 1.8% แม้เงินเฟ้อจะลดจาก 10% เหลือ 1.8% แต่ราคาข้าวแกงก็ยังเป็น 56 บาท ไม่ได้กลับไป 50 บาท
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ‘เงินเฟ้อลด’ แต่ประชาชนยังรู้สึกว่าของแพง
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สะท้อนว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ราคาสินค้าหลายชนิดยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากต้นทุนที่ผู้ประกอบการเคยแบกรับในช่วงก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ค่าแรง และวัตถุดิบ ไม่ได้ลดลงกลับสู่ระดับเดิมทั้งหมด
อีกเหตุผลหนึ่งคือ สิ่งที่เรียกว่า ‘เงินเฟ้อสะสม’ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาสินค้าทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันอัตราการขึ้นราคาจะชะลอลง แต่ระดับราคาที่เพิ่มขึ้นในอดีตยังคงอยู่ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าค่าครองชีพสูงกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ‘เงินเฟ้อเฉลี่ย’ กับ ‘เงินเฟ้อที่ประชาชนรู้สึก’ ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) คำนวณจากสินค้าและบริการหลายร้อยรายการ แต่ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่มักใช้จ่ายกับสินค้าไม่กี่ประเภท เช่น อาหาร ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า และค่าเช่าบ้าน หากสินค้าเหล่านี้ยังแพงขึ้น แม้ราคาสินค้าอื่นจะลดลง ผู้คนก็ยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงเช่น หากราคาทีวีหรือโทรศัพท์มือถือถูกลง แต่ราคาอาหารสด ค่าไฟฟ้า และค่าโดยสารยังอยู่ในระดับสูง ความรู้สึกของประชาชนย่อมสะท้อนว่าชีวิตประจำวันยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ รายได้ของหลายครัวเรือนเพิ่มขึ้นไม่ทันค่าครองชีพ แม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว แต่การเติบโตของรายได้ในบางกลุ่มยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนการใช้ชีวิต ทำให้กำลังซื้ออ่อนแอลง หลายครัวเรือนต้องจัดสรรรายจ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น และลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ดูเพียงตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ยังติดตามรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ซึ่งสะท้อนว่ารายได้หลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากรายได้โตช้ากว่าราคาสินค้า ประชาชนก็จะรู้สึกว่ามีเงินน้อยลง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัว
สำหรับภาครัฐ การดูแลค่าครองชีพจึงไม่ใช่เพียงการทำให้เงินเฟ้อต่ำ แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมราคาสินค้า การเพิ่มรายได้ของประชาชน และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะหากกดราคาสินค้ามากเกินไป อาจกระทบผู้ผลิตและการลงทุน ขณะที่หากปล่อยให้ราคาปรับสูงเกินไป ก็จะกระทบกำลังซื้อของครัวเรือน
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ประชาชนควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่าเงินเฟ้อลดหรือยังแต่ควรถามว่า รายได้ของเราวันนี้ ซื้อของได้มากขึ้นหรือไม่ เพราะในโลกเศรษฐกิจ ตัวเลขเงินเฟ้อเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องชี้วัด แต่สิ่งที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ คือ กำลังซื้อที่แท้จริง ซึ่งเป็นตัวบอกว่ารายได้ของเราวันนี้ มีคุณค่ามากขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับเมื่อวาน
ข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และอัตราเงินเฟ้อ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): รายงานนโยบายการเงิน และภาวะเงินเฟ้อ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.): ภาวะเศรษฐกิจไทยและรายได้ครัวเรือน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF): World Economic Outlook
Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD): Understanding Inflation




