ถึงเวลาหรือยัง...ไทยต้องเลิกขายข้าวถูก

15 ก.ค. 2569 - 15:03

  • ไทยยังติดกับดักขายข้าวปริมาณ แม้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่รายได้เกษตรกรยังโตไม่ทันต้นทุน

  • ตลาดโลกยอมจ่ายแพงขึ้น สำหรับข้าวอินทรีย์ ข้าว GI และข้าวเพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าเพิ่ม

  • เปลี่ยนจาก ‘ขายปริมาณ’ สู่ ‘ขายคุณค่า’ ทางเลือกยกระดับรายได้ชาวนาและเพิ่มศักยภาพข้าวไทยในตลาดโลก

ถึงเวลาหรือยัง...ไทยต้องเลิกขายข้าวถูก

หากพูดถึงสินค้าเกษตรที่สะท้อนตัวตนของประเทศไทยมากที่สุด ‘ข้าว’ คงเป็นคำตอบอันดับต้น ๆ เพราะไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลกมานานหลายทศวรรษ ข้าวไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นราว 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวกินสัดส่วนสูงถึง 74.7 ล้านไร่ หรือกว่า 43% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด

แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดประเทศไทยที่ผลิตข้าวได้มาก กลับยังเผชิญปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และรายได้ของชาวนายังไม่เติบโตเท่าที่ควร

คำตอบอาจอยู่ที่โมเดลการผลิตที่ประเทศไทยใช้มาเป็นเวลานาน นั่นคือ ผลิตให้มาก แล้วขายให้ได้มากที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยแข่งขันในตลาดโลกด้วยปริมาณการผลิตเป็นหลัก โดยเฉพาะการขยายพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังหรือข้าวขาว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8 ล้านไร่ในปี 2564 เป็นกว่า 13 ล้านไร่ในปี 2568 แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่ราคากลับไม่ได้เพิ่มตาม เพราะเมื่อสินค้ามีจำนวนมากกว่าความต้องการ ตลาดก็ย่อมกดราคาโดยอัตโนมัติ

นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า กับดักสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Trap) ซึ่งเกิดขึ้นกับหลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

ขณะที่ประเทศไทยยังแข่งขันด้วยปริมาณ หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนเกมไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) จึงเสนอแนวคิดสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวไทย ผ่านนโยบาย ‘ข้าวประณีต’ ที่มุ่งเปลี่ยนจาก การขายปริมาณ ไปสู่ การขายคุณค่า (Value-based Agriculture) หรือให้ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้น เพราะเห็นคุณค่าที่แตกต่างของสินค้า ไม่ใช่เพราะข้าวขาดตลาด

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้ออาหารจากราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และเรื่องราวของสินค้า

ด้วยเหตุนี้ สนค. จึงแบ่งข้าวมูลค่าสูง ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

·     กลุ่มแรก คือ ข้าวรักษ์โลก เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวที่ผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืน (SRP) ซึ่งตอบโจทย์มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า และสอดรับกับแนวโน้มที่หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านคาร์บอนเป็นเงื่อนไขทางการค้า

·     กลุ่มที่สอง คือ ข้าวเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นข้าว GI ข้าวพื้นเมือง หรือข้าวดอย ที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ของพื้นที่ คล้ายกับที่ไวน์ฝรั่งเศส ชีสอิตาลี หรือกาแฟโคลอมเบีย ใช้เรื่องราวของแหล่งกำเนิดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

·     กลุ่มสุดท้าย คือ ข้าวสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล หรือข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุและผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานศึกษาของ สนค. พบว่า ข้าวกลุ่มเหล่านี้สามารถสร้างราคาพรีเมียม ได้อย่างมีนัยสำคัญ

·     ข้าวอินทรีย์ มีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปประมาณ 1.5-3 เท่า

·     ข้าว GI มีราคาสูงกว่า 1.5-3.4 เท่า

·     ข้าวสีและข้าวเพื่อสุขภาพ มีราคาสูงกว่า 1.2-3 เท่า

นั่นหมายความว่า หากเกษตรกรขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น แม้ผลผลิตต่อไร่อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก รายได้ก็สามารถเติบโตได้จากมูลค่าแทนปริมาณ

ตลาดโลกเองก็กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าที่แตกต่าง

ข้อมูลของ สนค. ระบุว่า ตลาดข้าวอินทรีย์โลกมีมูลค่าประมาณ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายเป็น 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2577 ขณะที่ตลาดข้าวหอม (Aromatic Rice) จะเติบโตจาก 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกัน

ด้านตลาดอาหารเพื่อสุขภาพในเอเชียตะวันออกยังเติบโตเฉลี่ย 17.4% ในช่วงปี 2567-2568 จากกระแสสังคมผู้สูงอายุและความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศเวียดนาม ซึ่งเคยแข่งขันกับไทยด้านราคามาโดยตลอด แต่ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์สู่การผลิตข้าวคุณภาพและข้าวคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 6.25 ล้านไร่ พร้อมพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกมากขึ้น

ประเทศไทยเองก็เริ่มเห็นผลจากการทดลองเช่นกัน กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 6%พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกสำคัญจากภาคเกษตร

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการสร้างข้าวมูลค่าสูงไม่ได้อาศัยเพียงเกษตรกรเท่านั้น แต่ต้องมีทั้งระบบรองรับ ตั้งแต่พันธุ์ข้าว การรับรองมาตรฐาน โรงสี การแปรรูป โลจิสติกส์ การสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงตลาดระดับพรีเมียม

หากยังขายผ่านระบบเดิม แม้จะผลิตข้าวคุณภาพได้ ก็อาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่ต่างจากข้าวทั่วไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ สนค. เริ่มพัฒนาระบบข้อมูลกลางร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร GISTDA และ BDI โดยนำ Big Data และ AI มาวิเคราะห์อุปสงค์–อุปทาน ผ่านแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) เพื่อให้การผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์