ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่กำหนดราคาข้าวในตลาดโลกคือคุณภาพเมล็ดข้าว ความหอม ความนุ่ม และปริมาณผลผลิต แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัจจัยอีกอย่างที่กำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ ‘คาร์บอน’
ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเกษตรกร แต่ในความเป็นจริง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก
ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกา ไม่ได้มองเพียงว่าข้าวอร่อยหรือไม่ แต่เริ่มสนใจว่าข้าวถูกผลิตอย่างไร ใช้น้ำมากแค่ไหน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร และกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่
เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน ความต้องการของผู้นำเข้าก็เปลี่ยนตาม และเมื่อผู้นำเข้าเปลี่ยน เกษตรกรทั่วโลกก็ต้องปรับตัว
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่ ‘นาข้าว’ เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่สำคัญของโลก เนื่องจากการขังน้ำในนาเป็นเวลานานทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน
นั่นไม่ได้หมายความว่าการปลูกข้าวเป็นปัญหา แต่หมายความว่าหากสามารถลดการปล่อยก๊าซจากนาข้าวได้ ก็จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันทันที
หลายประเทศจึงเร่งพัฒนา ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ (Low Carbon Rice) เวียดนามเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด รัฐบาลประกาศโครงการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 6.25 ล้านไร่ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกร
หัวใจสำคัญของโครงการคือการเปลี่ยนวิธีทำนา
จากการปล่อยน้ำขังตลอดฤดูเพาะปลูก มาเป็นการบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) ซึ่งช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุน และในหลายพื้นที่ยังให้ผลผลิตใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดิม
ประเทศไทยเองก็เริ่มมีตัวอย่างความสำเร็จ
ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) พบว่า กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 17% และเพิ่มผลผลิตได้ราว 6% จากการใช้เทคนิคเดียวกัน
นั่นหมายความว่าการลดคาร์บอน ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของรายได้
เพราะเมื่อใช้ปุ๋ยน้อยลง ใช้น้ำน้อยลง และบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น กำไรของเกษตรกรก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดโลกกำลังให้รางวัลกับสินค้าประเภทนี้
ข้าวที่มีการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม หรือผลิตตามหลักการเกษตรยั่งยืน สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป และมีโอกาสเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้มากขึ้น
หลายบริษัทอาหารระดับโลกเริ่มกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทำให้ผู้ส่งออกอาหารต้องมองหาวัตถุดิบที่มีคาร์บอนต่ำมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ซื้อไม่ได้ต้องการเพียงข้าวดี แต่ต้องการข้าวที่ผลิตอย่างรับผิดชอบ
นอกจากรายได้จากการขายข้าวแล้ว ในอนาคตเกษตรกรอาจมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง คือ ‘คาร์บอนเครดิต’
แม้ว่าตลาดคาร์บอนภาคเกษตรของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่หลายประเทศกำลังทดลองนำการลดการปล่อยก๊าซจากนาข้าวเข้าสู่ระบบซื้อขายคาร์บอน หากสามารถวัดผลและรับรองมาตรฐานได้
หากระบบดังกล่าวพัฒนาเต็มรูปแบบ ชาวนาอาจไม่ได้รับรายได้เฉพาะจากผลผลิต แต่ยังได้รับผลตอบแทนจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านไปสู่ข้าวคาร์บอนต่ำยังมีโจทย์อีกหลายด้าน ตั้งแต่การถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนด้านเครื่องจักร ระบบติดตามข้อมูล การรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการสร้างตลาดที่พร้อมจ่ายในราคาพรีเมียม หากขาดสิ่งเหล่านี้ เกษตรกรก็อาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาครัฐเริ่มนำ Big Data และ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต ผ่านแบบจำลอง Prism Model เพื่อให้การวางแผนผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้วข้าวคาร์บอนต่ำ อาจไม่ใช่เพียงเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบจากเดิมที่แข่งขันกันว่าใครปลูกได้มากกว่า สู่การแข่งขันว่าใครปลูกได้คุ้มค่ากว่า ยั่งยืนกว่า และสร้างมูลค่าได้มากกว่า เพราะในโลกการค้าใหม่ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงเมล็ดข้าว แต่กำลังซื้อคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการผลิตด้วย
ข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
Sustainable Rice Platform (SRP)
กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD)
ธนาคารโลก (World Bank) โครงการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำในเวียดนาม
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)




