ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมว่าคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 โดยกล่าวเปิดประชุมว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีภาวะที่เป็นแรงกดดันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ในเรื่องต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ในเรื่องของสภาพอากาศ ที่มีการคาดว่าปีนี้จะมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งจะทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ ผลผลิตของเกษตรกร
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักว่า ทุกปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น เราต้องมาทบทวนในเรื่องของมาตรฐานที่มี เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ ให้เป็นไปตามสถานการณ์จริง และจะสามารถสะท้อนในสิ่งที่เป็นความท้าทาย และการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้เราต้องดูแลกันทั้งกระบวนการตั้งแต่เรื่องผลิต การรวบรวม และการเปิดตลาดข้าวเพิ่มขึ้น
“มาตรการในวันนี้จะพยายามให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง โดยจะยึดหลักใน 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เรื่องที่สอง เพิ่มศักยภาพของการแข่งขันข้าวไทย ทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและโลจิสติกส์ และเรื่องที่สาม สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ”
ด้านปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่าที่ประชุมฯ นบข.เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต2569/70และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวมจำนวน 5 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ 5.94 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป ประกอบไปด้วย
1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม: 41,483.33 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณ แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 34,275.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท
2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70วงเงินรวม: 15,656.25 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบ แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท
3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 564.00 ล้านบาท การจัดสรรงบแบ่งเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน
4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 1,680.00 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน (ใช้งบกลางฯ)
5. โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 วงเงินรวม: 84.00 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน
นายกสมาคมชาวนาฯ กล่าวว่า จากการหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนากับที่ประชุม นบข.ทางสมาคมฯ ได้เสนอขอรับความช่วยเหลือในส่วนของข้าวนาปี ในอัตรา 2,000 บาทต่อไร่ จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือนซึ่งเป็นการเสนอขอเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้รับ 1,000 บาทเมื่อปีการผลิตที่ผ่านมา โดยขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าว (นบข.) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนจะส่งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมชุดใหญ่ นบข.เพื่อขออนุมัติต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอมาตรการคูปองปุ๋ย เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต โดยเสนอให้สนับสนุนคูปองมูลค่า 200 บาทต่อกระสอบ จำกัดไม่เกิน 20 ใบต่อครอบครัว หรือคิดเป็นมูลค่าช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาท ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกซื้อปุ๋ยได้ทุกสูตรตามความต้องการ โดยเบื้องต้นทาง นบข. ไม่ขัดข้องในหลักการและให้เสนอผ่านคณะอนุกรรมการตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน
“สถานการณ์ปัจจุบันพี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่สูงถึง 6,500 - 7,000 บาทต่อไร่ ทั้งจากค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าน้ำมัน ขณะที่ราคาขายข้าวอยู่ที่ประมาณตันละ 4,500 - 6,000 บาท ซึ่งทำให้เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุนจากการผลิต การได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม และคูปองปุ๋ยจึงจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง”
สำหรับมาตรการการประกันภัยนาข้าว ที่ประชุม นบข. ให้กลับไปทบทวนใหม่เนื่องจากเกรงว่าจะมีความซ้ำซ้อนกับระบบการชดเชยเยียวยาภัยพิบัติที่มีอยู่เดิม ส่วนการจ่ายข้าวนาปังที่ยังค้างจ่ายให้กับเกษตรกรที่ประชุมเห็นชอบให้จ่ายเงินที่ค้างอยู่ให้กับเกษตรกร 230,000 ราย ในส่วนของงบประมาณโครงการข้าวนาปังปีที่ผ่านมา วงเงินประมาณ 1,792 - 1,800 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว โดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีงบประมาณพร้อมจ่ายทันทีเมื่อขั้นตอนเอกสารเสร็จสิ้น
“ในฐานะตัวแทนเกษตรกรได้พยายามชี้แจงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริงต่อภาครัฐ ซึ่งในภาพรวมทิศทางการช่วยเหลือถือว่าเป็นไปในทางที่ดี และมาตรการต่าง ๆ กำลังถูกเร่งรัดเพื่อให้ถึงมือชาวนาทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด”




