ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) กำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เมื่อกติกาการกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ฉบับใหม่ของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เริ่มมีผลบังคับใช้ หวังแก้ปัญหาการกำหนดระยะเวลาชำระเงินที่ไม่เป็นธรรมระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SME ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง
ที่ผ่านมา SME จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญปัญหาขายสินค้าและส่งมอบบริการไปแล้ว แต่กลับต้องรอรับเงินจากคู่ค้าเป็นเวลานาน บางรายต้องรอ 60-90 วัน หรือมากกว่านั้น ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจยังต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องหาเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม หรือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อประคองกิจการ
สำหรับกติกา Credit Term ใหม่ กำหนดกรอบระยะเวลาการชำระเงินสำหรับธุรกรรมที่อยู่ภายใต้ประกาศ โดยกรณีสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน กำหนดระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน ส่วนการค้า การผลิต และบริการทั่วไป กำหนดไว้ไม่เกิน 45 วัน เพื่อป้องกันการใช้ความได้เปรียบทางธุรกิจในการยืดระยะเวลาชำระเงินจนสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก
ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าหากลดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้าจาก 60 วันเหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ SME ได้ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากลดจาก 90 วันเหลือ 45 วัน อาจเพิ่มสภาพคล่องได้สูงถึง 750,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินตามสมมติฐาน แต่สะท้อนให้เห็นว่าการได้รับชำระเงินเร็วขึ้นมีความสำคัญต่อเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจขนาดเล็กมากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหา SME ไม่ได้มีเพียงเรื่องการรอรับเงินจากคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอสำหรับใช้ค้ำประกันเงินกู้ ทำให้บทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน
โดย บสย. เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้โครงการ Quick Big Win วงเงินค้ำประกันรวม 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 โครงการย่อย ได้แก่ SMEs Go Big วงเงิน 35,000 ล้านบาท มุ่งสนับสนุน SME ทั่วไปและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) SMEs Smart Win วงเงิน 10,000 ล้านบาท เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) และ SMEs Quick LG วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องใช้หนังสือค้ำประกันในการดำเนินธุรกิจ เช่น การเข้าร่วมประมูลงานหรือการรับงานจัดซื้อจัดจ้าง
จุดเด่นของโครงการ Quick Big Win คือการยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันในช่วง 3 ปีแรก โดยหลังจากนั้นจะคิดค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ มีระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 7 ปี และเปิดรับคำขอตามกำหนดของโครงการจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าวงเงินจะเต็มตามเงื่อนไข
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Credit Plus ซึ่งเป็นมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่ บสย. ดำเนินการเอง วงเงินค้ำประกันรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยมีวงเงินค้ำประกันต่อรายตั้งแต่ 10,000 บาท สูงสุด 100 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 10 ปี และมีค่าธรรมเนียมเริ่มต้น 1% ต่อปีตามเงื่อนไขโครงการ
ทั้งนี้ โครงการ Credit Plus มีเป้าหมายช่วยผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อดำเนินธุรกิจ ลงทุน และขยายกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดด้านหลักประกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขอสินเชื่อจากธนาคาร
เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่ากติกา Credit Term และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เป็นกลไกที่เข้ามาแก้ปัญหา SME คนละด้าน แต่สามารถเสริมกันได้ กล่าวคือ Credit Term ช่วยลดระยะเวลาการรอรับเงินจากการทำธุรกิจ ขณะที่ บสย. ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ยังต้องการเงินไปหมุนเวียนหรือลงทุนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญ คือ กติกาใหม่จะช่วยให้ SME ได้รับเงินเร็วขึ้นจริงหรือไม่ และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้นเพียงใด เพราะแม้จะมีการกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินและวงเงินค้ำประกันจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือการบังคับใช้จริง การปฏิบัติตามของธุรกิจรายใหญ่ รวมถึงการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน
การแก้ปัญหา SME ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการช่วยให้กู้เงินได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการได้รับชำระเงินตรงเวลา มีเงินทุนเพียงพอ และสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหัวใจของการอยู่รอดและเติบโตของ SME ไม่ใช่แค่การเข้าถึงเงินกู้ แต่คือการมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะเดินหน้าธุรกิจได้อย่างยั่งยืน




