Krungthai CIO ชี้สงครามกดดันหุ้นโลก แนะถือทองคำกันความเสี่ยง

5 มี.ค. 2569 - 11:17

  • ตลาดการเงินโลกผันผวนขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

  • หุ้นโลกเผชิญแรงขายกลุ่มเทคโนโลยีจากความกังวลทิศทางการลงทุนด้าน AI

  • แนะถือทองคำ 5–10% รับมือความไม่แน่นอนในระยะถัดไป

Krungthai CIO ชี้สงครามกดดันหุ้นโลก แนะถือทองคำกันความเสี่ยง

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) ประเมินภาวะตลาดการเงินโลกสัปดาห์วันที่ 2–6 มีนาคม 2569 ว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยหลักที่เพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินโลก และกดดันสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่คาดคิด (Tail Risk) โดยตลาดยังจับตาความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลง โดยเฉพาะแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยี จากความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อาจเข้ามาแทนที่ธุรกิจบางส่วน (AI Disruption) รวมถึงสัญญาณชะลอตัวของการลงทุนด้าน AI หรือ AI Capex Fatigue แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Nvidia จะรายงานผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แรงขายในหุ้นเทคโนโลยีอาจรุนแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ยังคงเดินหน้าเพิ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ต่อเนื่องในปี 2569 ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาวต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เมื่อรวมกับมาตรการควบคุมธุรกรรมทองคำที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม จะช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาท และเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มผู้ส่งออก รวมถึงหุ้นไฟแนนซ์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง

ขณะที่ในญี่ปุ่น ตลาดยังติดตามการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายหลังการเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงการพิจารณาอนุมัติกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คนใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้ค่าเงินเยนอาจมีแนวโน้มอ่อนค่า

ด้านกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคงของพอร์ต โดยเน้นกระจายลงทุนในหุ้นเชิงรับที่ทนทานต่อความผันผวน เช่น กลุ่ม Healthcare ควบคู่กับหุ้นเติบโตที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง พร้อมแนะนำให้ถือทองคำในสัดส่วน 5–10% ของพอร์ตลงทุน เพื่อเป็นกันชนป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับน่าสนใจ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลาย รวมถึงมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น อินเดีย และเวียดนาม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในช่วงที่ตลาดโลกยังเผชิญความผันผวนสูง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์