เคยสงสัยไหมว่า ประเทศต่าง ๆ ดึงดูดบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาสร้างโรงงาน จ้างงาน และลงทุนในบ้านตัวเองได้อย่างไร?
คำตอบที่ง่ายที่สุดในอดีต คือ การลดแลกแจกแถมทางภาษี หรือที่เรียกกันว่า Tax Holiday ยกเว้นภาษีให้ 8 ปี 10 ปี เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นรู้สึกว่า ‘มาตั้งโรงงานที่นี่สิ คุ้มสุด ๆ’
แต่กติกาเดิมที่ใช้กันมาหลายสิบปีนี้ กำลังจะหายไปตลอดกาล เมื่อองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลกใหม่ ผ่านมาตรการที่เรียกว่า Global Minimum Tax (GMT) หรือภาษีขั้นต่ำของโลก
OECD เปลี่ยนกติกาอะไร
ที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ แข่งกันลดภาษีเพื่อแย่งทุนต่างชาติ จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Race to the Bottom หรือการแข่งกันดิ่งลงเหว รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่กลับจ่ายภาษีน้อยมาก
OECD จึงจับมือกับกว่า 140 ประเทศทั่วโลก เซตมาตรฐานใหม่ว่า ต่อไปนี้ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (รายได้เกิน 750 ล้านยูโร/ปี) จะต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 15% ไม่ว่าจะไปลงทุนที่ไหนในโลกก็ตาม
แล้วถ้าประเทศไหนยังยกเว้นภาษีให้อยู่
สมมุติว่า บริษัท A จากประเทศแม่ มาตั้งโรงงานในไทย แล้วไทยใจดีเว้นภาษีให้ เหลือจ่ายจริงแค่ 3% ตามกติกาใหม่ ประเทศแม่ของบริษัท A จะมีสิทธิเก็บภาษีส่วนต่างเพิ่มอีก 12% ทันที เพื่อให้ครบ 15%
แปลว่า... ต่อให้ไทยยกเว้นภาษีให้ บริษัท A ก็ไม่ได้ประหยัดขึ้นเลย แถมเงินภาษีส่วนต่างนั้นยังวิ่งกลับไปเข้ากระเป๋ารัฐบาลประเทศแม่ของเขา แทนที่จะตกเป็นของประเทศไทย
กระทบไทยแค่นไหน? เมื่อ ‘ท่าไม้ตายเดิม’ ใช้ไม่ได้ผล
ที่ผ่านมา ประเทศไทยโดย BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ใช้การยกเว้นภาษีเป็นท่าไม้ตายในการดึงค่ายรถยนต์ ค่ายอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) เข้ามาลงทุนในไทย
เมื่อกติกา GMT เริ่มใช้อย่างเป็นทางการ
1. ท่าไม้ตายเดิมหมดความหมาย: การลดภาษีลงต่ำ ๆ ไม่ช่วยดึงดูดใจทุนต่างชาติอีกต่อไป
2. ไทยต้องรีบปรับกฎหมาย: ไทยต้องปรับกฎหมายเก็บภาษีส่วนต่างนี้ไว้เอง (Qualified Domestic Minimum Top-up Tax) เพื่อไม่ให้เงินภาษีรั่วไหลออกไปประเทศอื่น
ทางรอดของไทย เมื่อแข่งที่ ‘ถูก’ ไม่ได้ ก็ต้องแข่งที่ ‘ดี’
ในเมื่อเราไม่สามารถใช้ภาษี 0%เป็นจุดขายได้อีกต่อไป ประเทศไทยจะดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลกได้อย่างไร โจทย์นี้บังคับให้ไทยต้องยกระดับตัวเองจากของถูกไปสู่ของดีและมีคุณภาพ
· โครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด: บริษัทระดับโลกยุคนี้มองหาประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดี ไฟฟ้าไม่ดับ และที่สำคัญคือต้องมี พลังงานสะอาด (Green Energy) รองรับเป้าหมาย Net Zero ของเขา
· ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่ง: มีซัพพลายเออร์ท้องถิ่นพร้อมผลิตชิ้นส่วน ไม่ต้องสั่งนำเข้าทั้งหมด
· แรงงานมีทักษะ (Talent): เปลี่ยนจากแรงงานราคาถูก มาเป็นแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและ AI
· สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่: เปลี่ยนจากการลดภาษี มาเป็นการให้เงินอุดหนุนตรง ๆ (Grants) หรือช่วยสนับสนุนต้นทุนด้าน R&D และการฝึกอบรมบุคลากรแทน
การเปลี่ยนกติกาภาษีของ OECD ครั้งนี้ แม้จะดูเหมือนเป็นข่าวร้ายที่ทำให้ไทยใช้ไม้เด็ดเดิม ๆ ไม่ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือ ตัวเร่งชั้นดีที่บังคับให้ประเทศไทยต้องรีบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของคนในประเทศ
เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่จะชนะในศึกแย่งชิงเงินทุน ไม่ใช่ประเทศที่ยอมตัดเนื้อตัวเองด้วยการลดภาษี แต่เป็นประเทศที่มี Ecosystem หรือระบบนิเวศทางธุรกิจที่ดีที่สุด นั่นเอง




