กำแพงภาษีสหรัฐฯ พ่นพิษ เช็กความต่างวิกฤตการค้าส่งออก

14 ต.ค. 2569 - 14:36

  • บริษัทใหญ่มีทีมกฎหมายทำเอกสารพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้า ได้ครบถ้วน ส่วน SME ขาดงบและบุคลากร เสี่ยงโดนภาษีตอบโต้หรือถูกปฏิเสธนำเข้า

  • รายใหญ่กระจายฐานผลิตไปต่างประเทศและทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน ได้ ขณะที่ SME มีฐานผลิตเดียวและรับความเสี่ยงเงินบาทผันผวนเต็ม ๆ

  • สินค้าต่างประเทศที่โดนภาษีสหรัฐฯ ทะลักเข้ามาตัดราคาแข่งกับ SME ไทยอย่างหนักหน่วงทั้งในตลาดส่งออกอาเซียนและตลาดภายในประเทศ

กำแพงภาษีสหรัฐฯ พ่นพิษ เช็กความต่างวิกฤตการค้าส่งออก

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้าและนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่ทวีความเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ได้กลายเป็น ‘คลื่นลมแรง’ ที่ซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย แม้ภาพรวมตัวเลขการส่งออกของไทยจะยังพยายามประคองตัวได้ แต่หากเจาะลึกในรายละเอียด จะพบว่าขนาดของธุรกิจ คือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการ SME รับแรงกระแทกครั้งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. ภาพรวมแรงกระแทก นโยบายภาษีสหรัฐฯ และความผันผวนการค้าโลก

นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาเน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Protectionism) และการตรวจสอบที่มาของสินค้าอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยใน 3 มิติหลัก

·       อัตราภาษีและการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น สหรัฐฯ เพิ่มการตรวจสอบการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Circumvention) และการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แผงโซลาร์เซลล์ เหล็ก และเหล็กกล้า

·       การย้ายฐานผลิตและการเบียดแย่งตลาด สินค้าจากประเทศคู่แข่งในเอเชียที่โดนกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ได้เบนเข็มทะลักเข้ามาเจาะตลาดในอาเซียนและประเทศไทย เกิดภาวะสงครามราคาที่กดดันผู้ประกอบการไทยทั้งตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ

·       ความผันผวนของค่าเงินและต้นทุนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance Cost) ความไม่แน่นอนทางนโยบายทำให้ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรง และเพิ่มภาระต้นทุนในการพิสูจน์เอกสารมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์

2. เจาะความต่าง ธุรกิจขนาดใหญ่ vs ผู้ประกอบการ SME ไทย

เมื่อมาตรการภาษีและความไม่แน่นอนทางการค้าเกิดขึ้น โครงสร้างความพร้อมทางทุนและทรัพยากรทำให้ทั้งสองกลุ่มรับผลกระทบในมิติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้านการรับมือภาษีและกฎเกณฑ์การค้า (Compliance & Regulations)

·       ธุรกิจขนาดใหญ่ (เจ็บแต่จบ) มีทีมกฎหมาย ฝ่ายการเงิน และความเชี่ยวชาญในการจัดการเอกสารพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ได้อย่างครบถ้วน สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ซับซ้อนของสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว

·       ผู้ประกอบการ SME (แบกรับไม่ไหว) ขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณในการทำ Compliance ส่งผลให้เสี่ยงต่อการโดนภาษีตอบโต้ ถูกกักสินค้า หรือถูกปฏิเสธการนำเข้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ

ด้านความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Flexibility)

·       ธุรกิจขนาดใหญ่ (ยืดหยุ่นสูง) สามารถกระจายความเสี่ยงโดยย้ายฐานการผลิตหรือกระจายการส่งออกไปตลาดอื่น เช่น การย้ายฐานผลิตไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือเม็กซิโก เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี

·       ผู้ประกอบการ SME (ติดดักถิ่นที่อยู่) มีฐานการผลิตเดียวในประเทศ การปรับเปลี่ยนตลาดทำได้ลำบาก และส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ด้านการบริหารความเสี่ยงค่าเงินและการเงิน (Financial Hedging)

·       ธุรกิจขนาดใหญ่ (เครื่องมือครบ) มีเครื่องมือและสถาบันการเงินรองรับการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) และเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำได้อย่างสม่ำเสมอ

·       ผู้ประกอบการ SME (รับความเสี่ยงเต็ม) ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ Hedging เนื่องจากมีต้นทุนสูง ทำให้กำไรขั้นต้น (Margin) ถูกกัดกร่อนทันทีเมื่อเงินบาทผันผวนอย่างรุนแรง

ด้านการแข่งขันจากสินค้านำเข้า (Market Competition)

·       ธุรกิจขนาดใหญ่ (เน้นสร้างแบรนด์และนวัตกรรม) สามารถฉีกหนีสงครามราคาด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และการครอบครองสิทธิบัตร

·       ผู้ประกอบการ SME (ถูกสกัดดาวร่วง) เจอสินค้าจากต่างประเทศที่ถูกกีดกันจากสหรัฐฯ ทะลักเข้ามาตัดราคาอย่างหนักหน่วงทั้งในตลาดส่งออกแถบอาเซียนและตลาดภายในประเทศ

3. ทางรอดเชิงนโยบายและมาตรการช่วยเหลือภาคส่งออกไทย

เพื่อป้องกันไม่ให้ SME ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจไทยต้องล้มหายตายจากไปท่ามกลางกำแพงภาษีและความไม่แน่นอนทางการค้า ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันใน 3 แนวทางหลัก:

1.        ยกระดับศูนย์ช่วยเหลือ SME ด้านการค้าต่างประเทศ (Export Compliance Clinic) ภาครัฐต้องเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในการเตรียมเอกสาร ถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย

2.        สนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ส่งเสริมให้ SME เข้าถึงการทำ FX Hedging และระบบการชำระเงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency Settlement) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์

3.        เดินหน้าเร่งขยายกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ใหม่ๆ เร่งเปิดตลาดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อินเดีย และละตินอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีนมากเกินไป

มาตรการภาษีและความไม่แน่นอนทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงมรสุมชั่วคราว แต่คือ 'ระเบียบการค้าใหม่' ที่บีบให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว หากบริษัทใหญ่ใช้ทุนและเครือข่ายข้ามชาติในการเอาตัวรอด SME ไทยก็จำเป็นต้องได้รับโครงสร้างสนับสนุนจากรัฐอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจขยายกว้างไปมากกว่านี้

แหล่งอ้างอิง

·     กระทรวงพาณิชย์ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ / กรมการค้าต่างประเทศ)

·     ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

·     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

·     สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์