ท่ามกลางการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่อง ‘ราคาถูก’ ไปสู่การแข่งขันด้าน ภาษี มาตรฐาน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุน ไทยกำลังเร่งเครื่องเจรจา 3 ดีลการค้าสำคัญกับ สหรัฐฯ–สหภาพยุโรป–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ทั้ง 3 ดีลประกอบด้วย ART ไทย–สหรัฐฯ, FTA ไทย–EU และ CEPA ไทย–UAE ซึ่งภาคเอกชนมองว่าเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่ไทยควรเร่งเดินหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออก ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ และเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก
แต่โจทย์สำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะปิดดีลได้เมื่อไรเท่านั้น
คำถามใหญ่กว่าคือ เมื่อเปิดตลาดแล้ว ไทยจะเปลี่ยนสิทธิทางการค้าให้กลายเป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน และมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากแค่ไหน
1. สหรัฐฯ : ดีลสำคัญเพื่อรักษาตลาดส่งออกขนาดใหญ่
สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ทำให้การเจรจา ART หรือความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ มีความสำคัญโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การเจรจา ART เข้าสู่ช่วงท้าย โดยไทยต้องการจำกัดความเสี่ยงด้านภาษี และมีเป้าหมายไม่ให้ภาษีสูงเกินกรอบ 19% ที่เคยเป็นตัวเลขเดิม
สำหรับผู้ส่งออก ประเด็นนี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่อง ‘ขายของได้เพิ่ม’ แต่เกี่ยวข้องกับ ต้นทุนที่สินค้าไทยต้องเผชิญเมื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
หากต้นทุนภาษีสูงขึ้น สินค้าไทยอาจเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
แต่หากสามารถรักษาเงื่อนไขที่เอื้อต่อการค้าได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือใช้โอกาสนั้นขยายฐานการผลิตและส่งออกสินค้าไทยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก
โจทย์ของดีลสหรัฐฯ จึงไม่ใช่แค่ ‘รักษาตลาด’ แต่ต้องรักษาความสามารถของไทยในการอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลกด้วย
2. EU : เปิดตลาด แต่แลกมาด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น
อีกตลาดที่ไทยกำลังเร่งคือ FTA ไทย–สหภาพยุโรป ล่าสุดการเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก โดยรัฐบาลระบุว่าไทยและ EU สามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือประมาณ 2 ใน 3 และกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการหารือในประเด็นที่เหลือ เช่น การเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การค้าดิจิทัล และทรัพย์สินทางปัญญา
EU ยังเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในไตรมาสแรกปี 2569 การค้ารวมไทย–EU อยู่ที่กว่า 12,223 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.55% จากปีก่อน และไทยส่งออกไป EU เพิ่มขึ้น 20.14%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ตลาดยุโรปยังมีโอกาสสำหรับสินค้าไทยอยู่มาก แต่ขณะเดียวกัน EU ก็เป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับ มาตรฐาน คุณภาพ สิ่งแวดล้อม และกฎเกณฑ์ทางการค้า สูง ดังนั้น การมี FTA ไม่ได้แปลว่าสินค้าไทยจะขายดีขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ต้องสามารถปรับกระบวนการผลิตให้ผ่านมาตรฐานและใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ได้จริง นี่จึงเป็นดีลที่มีความหมายมากกว่าเรื่องภาษี เพราะอาจกลายเป็นแรงผลักให้ธุรกิจไทยต้อง ยกระดับมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าสินค้า
3. UAE : เปิดประตูตลาดใหม่ ตะวันออกกลางถึงตลาดรอบข้าง
ดีลที่มีโจทย์แตกต่างออกไปคือ CEPA ไทย–UAE การเจรจามีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% และทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับมาเดินหน้าหารือในส่วนที่เหลือ โดยประเด็นสำคัญคือสินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อผู้ประกอบการไทย
ตลาด UAE น่าสนใจเพราะไม่ได้มีความหมายเพียงการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคในประเทศเดียวแต่ยังสามารถใช้เป็นประตูเชื่อมต่อไปยังตลาด ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ได้
ข้อมูลกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 ไทยส่งออกไป UAE มูลค่า 1,054 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 78.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จาก CEPA ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร สิ่งทอ ยางพารา พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงยานยนต์และชิ้นส่วน นั่นทำให้ UAE มีโอกาสเป็นมากกว่าตลาดปลายทาง แต่สามารถเป็น ฐานเชื่อมตลาดใหม่ ของผู้ประกอบการไทย
3 ดีล กับ 3 เป้าหมายที่ต่างกัน
หากมองทั้ง 3 ดีลพร้อมกัน จะเห็นว่าไทยกำลังพยายามกระจายโจทย์การค้าออกเป็น 3 ด้าน
สหรัฐฯ - รักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหญ่
EU - เปิดตลาดพร้อมยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถ
UAE - กระจายตลาดและเปิดประตูสู่ภูมิภาคใหม่
ดังนั้น เกมการค้ารอบนี้จึงไม่ใช่เพียงการ ‘เปิดตลาดเพิ่ม’ แต่เป็นการจัดตำแหน่งประเทศไทยใหม่ท่ามกลางห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่เปิดตลาดอย่างเดียวไม่พอ
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ไทยจะใช้ดีลเหล่านี้ได้เต็มประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา แม้ไทยมี FTA กับหลายประเทศ แต่ผู้ประกอบการบางส่วนยังใช้สิทธิประโยชน์ไม่เต็มที่
รัฐบาลระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA แล้ว 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33%ซึ่งสะท้อนว่าการใช้สิทธิทางการค้ากำลังมีบทบาทมากขึ้น แต่ขั้นต่อไปต้องทำให้ SME เข้าถึงสิทธิเหล่านี้ง่ายขึ้น เพราะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ การรับมือกฎถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐาน หรือเอกสารทางการค้าอาจมีทีมงานรองรับ
แต่สำหรับ SME สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นต้นทุนและอุปสรรคในการส่งออก ดังนั้น หากต้องการให้ 3 ดีลสร้างผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการเจรจาคือ
- ช่วย SME ใช้สิทธิ FTA ให้เป็น
- ยกระดับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิต
- เชื่อมผู้ผลิตไทยเข้ากับบริษัทต่างชาติและห่วงโซ่อุปทานโลก
- ดึงการลงทุนที่นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาในประเทศ
- สร้างสินค้าไทยที่แข่งขันด้วยคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ราคาเพียงอย่างเดียว
จาก ‘ดีลการค้า’ ต้องไปให้ถึง ‘ดีลเศรษฐกิจ’
ภาคเอกชนประเมินว่า หาก 3 ความตกลงเดินหน้าได้พร้อมมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาจช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยมากกว่า 2% ภายใน 3 ปี โดยตัวเลขดังกล่าวเป็น การประเมินของภาคเอกชน ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว
แต่ตัวเลขเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเซ็นข้อตกลงเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญกว่าคือหลังจากเปิดตลาดแล้ว ไทยสามารถเปลี่ยนสิทธิประโยชน์เหล่านั้นเป็น คำสั่งซื้อ → การลงทุน → เทคโนโลยี → การจ้างงาน → มูลค่าเพิ่มในประเทศ ได้มากเพียงใด เพราะในโลกการค้ายุคใหม่ การมีตลาดไม่ได้หมายความว่าจะชนะการแข่งขัน
ประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอาจเป็นประเทศที่สามารถ ผลิตสินค้าได้ตรงมาตรฐาน ส่งมอบได้เร็ว มีต้นทุนแข่งขันได้ และเชื่อมตัวเองเข้ากับห่วงโซ่การผลิตระดับโลก ดังนั้น 3 ดีล สหรัฐฯ–EU–UAE จึงอาจเป็นมากกว่าเรื่องภาษี
แต่เป็นบททดสอบว่า ไทยจะเปลี่ยนจากประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสู่ประเทศที่สร้างมูลค่าในห่วงโซ่การค้าโลกได้มากแค่ไหน และนี่คือเกมใหม่ของการส่งออกไทยที่ต้องจับตาต่อจากนี้




