สถานการณ์ตลาดทุเรียนเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังราคาทุเรียนในหลายพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดด่งทัป และพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ปรับตัวลดลงหนักจนแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากเริ่มแบกรับภาวะขาดทุนอย่างหนัก
รายงานระบุว่า ทุเรียนพันธุ์ Ri6 ปัจจุบันมีราคารับซื้อหน้าสวนเพียง 20,000-25,000 ดองเวียดนามต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000-40,000 ดองต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรขาดทุนเฉลี่ย 10,000-15,000 ดองต่อกิโลกรัม ส่วนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง แม้ยังมีราคาสูงกว่า 60,000 ดองต่อกิโลกรัม แต่ก็เริ่มได้รับแรงกดดันจากภาวะตลาดเช่นกัน

ปัจจัยสำคัญมาจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนาม รวมถึงประเทศไทยที่เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทองและสายพันธุ์คุณภาพสูงที่ได้รับความนิยมในตลาดจีน ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรง
‘เล จี เตียน’ รองผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดด่งทัปของเวียดนาม กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน จะมีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดมากกว่า 111,200 ตัน ขณะที่ห้องปฏิบัติการบางแห่งจำกัดการรับตรวจตัวอย่างสารแคดเมียม ทำให้กระบวนการยื่นเอกสารส่งออกเกิดความล่าช้า

การส่งออกทุเรียนเวียดนามไปยังจีนกำลังเผชิญ “คอขวด” สำคัญด้านการตรวจสอบคุณภาพ โดยเฉพาะการตรวจสารแคดเมียมและสารตกค้างต่างๆ ซึ่งห้องปฏิบัติการหลายแห่งไม่สามารถรองรับปริมาณตัวอย่างได้ทัน ทำให้ขั้นตอนตรวจสอบและการออกเอกสารล่าช้า กระทบต่อการส่งออกโดยตรง
ทางการเวียดนาม ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจากจีนเพียง 30 แห่ง และมีเพียง 13 แห่งเท่านั้นที่สามารถตรวจวิเคราะห์โลหะหนักแคดเมียมได้ ส่งผลให้หลายพื้นที่แหล่งผลิตหลักเผชิญปัญหาขาดแคลนทรัพยากรด้านการตรวจสอบอย่างหนัก

นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลสินค้านำเข้า หลังตรวจพบปัญหาในสินค้าบางล็อต ส่งผลให้ผู้ประกอบการและโรงคัดบรรจุเพิ่มความระมัดระวังในการรับซื้อ ทำให้การหมุนเวียนสินค้าในตลาดชะลอตัว แม้กำลังเข้าสู่ช่วงผลผลิตสูงสุดของฤดูกาล
รายงานยังระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จีนจะเริ่มบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยอาหารนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้น ครอบคลุมทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ การควบคุมสารตกค้าง การจัดการดิน และมาตรฐานการเพาะปลูก ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมทุเรียนเวียดนามในระยะต่อไป
ข้อมูลจาก : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง และhttps://mp.weixin.qq.com/s/TjeaU9jFa0n5rnzYj7aNnQ?scene=1




