การทูตบนโต๊ะธุรกิจ ถอดเม็ดเงินไทย–เมียนมา เบื้องหลังการเยือนไทยของ “มิน อ่อง หล่าย”

6 ส.ค. 2569 - 17:02

  • มิน อ่อง หล่าย เยือนไทยครั้งแรกในฐานะ “ประธานาธิบดี” 6-7 ส.ค. 2569 ก่อนขึ้นเวที Thailand-Myanmar Business Forum 2026

  • ไทยคือหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่สุด 3 อันดับแรกของเมียนมา โดยเฉพาะภาคพลังงาน-น้ำมัน-ก๊าซ ที่ครองสัดส่วนกว่าครึ่งของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมด

  • การค้าชายแดนไทย-เมียนมา ปี 2568 หดตัว 7.4% เหลือ ท่ามกลางสงคราม-ปิดด่าน-คุมเงินตรา ส่งออกไทยไปเมียนมา 5 เดือนแรกปี 2569 เหลือเพียง 67,000 ล้านบาท ปี

การทูตบนโต๊ะธุรกิจ ถอดเม็ดเงินไทย–เมียนมา เบื้องหลังการเยือนไทยของ “มิน อ่อง หล่าย”

การเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประมุขรัฐ นับตั้งแต่สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 หลังการเลือกตั้งที่กองทัพเป็นผู้จัดขึ้นช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องต้นปี 2569 ซึ่งหลายประเทศตะวันตกและอาเซียนไม่รับรองผลอย่างเป็นทางการ

การเยือนครั้งนี้อาจถูกจับตาในฐานะความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความพยายามสร้างการยอมรับจากนานาชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มี “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

โดยหลังการหารือทวิภาคีกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งครอบคลุมประเด็นความมั่นคงชายแดน การค้า สิ่งแวดล้อม และความร่วมมือระดับภูมิภาค มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดเข้าร่วมงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ

การเปิดประตูต้อนรับครั้งนี้จึงสะท้อนว่า กรุงเทพฯและเนปิดอว์ ต้องการใช้ช่องทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเครื่องมือฟื้นความสัมพันธ์ที่ซบเซาจากสงครามกลางเมือง มาตรการควบคุมเงินตราต่างประเทศ และความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยกำลัง “รับรอง” สถานะทางการเมืองของผู้นำเมียนมาหรือไม่ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ไทยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอะไรอยู่ในเมียนมา และการเยือนครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกการค้าและการลงทุนได้จริงเพียงใด

ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่าง Fortify Rights ออกแถลงการณ์เตือนว่าการต้อนรับ ‘มิน อ่อง หล่าย’อย่างเป็นทางการอาจเท่ากับเป็นการรับรองความชอบธรรมให้กับผู้นำที่เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564

ไทยมีเงินลงทุนสะสมในเมียนมากว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์

ข้อมูลจาก Directorate of Investment and Company Administration (DICA) หน่วยงานด้านการลงทุนของเมียนมา ระบุว่า จนถึงช่วงต้นปี 2569 มีนักลงทุนจาก 53 ประเทศและภูมิภาคเข้าไปลงทุนในเมียนมา โดยสิงคโปร์ จีน และไทย เป็นสามอันดับแรกของประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดต่อเนื่องมาตั้งแต่เมียนมาเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในปี 2531 

(ตัวเลขเงินลงทุนสะสมของไทยที่มักถูกอ้างอิงอยู่ในช่วง 10,000–11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ DICA รายงาน)

การลงทุนของทุนไทย ครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โรงแรม ธนาคาร การผลิต ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกและบริการ แต่จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดยังคงเป็น “พลังงาน”

พลังงานคือสายสัมพันธ์ที่ไทยถอนตัวได้ยาก

ข้อมูล DICA ล่าสุด (ต้นปี 2569) ระบุว่า ภาคผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนราว 28% ของการลงทุนต่างชาติทั้งหมดในเมียนมา ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนราว 24–25% และภาคการผลิตประมาณ 14–15% ซึ่งสองภาคแรกรวมกันคิดเป็นเกินครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมดในประเทศ

บริษัทไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ปตท.สผ. (PTTEP) มีบทบาทสำคัญในแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของเมียนมา เช่น แหล่งยาดานาและซอติก้า ซึ่งเป็นทั้งแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลเมียนมาและเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงานของไทย 

รายงานของ Reuters ระบุว่า พลังงานยังคงเป็นรอยเท้าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของไทยในเมียนมา แม้บริษัทตะวันตกหลายรายจะถอนตัวออกไปตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2564

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ทำให้เมียนมาไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดส่งออก” ของไทย แต่ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบและพลังงานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้นแม้รัฐบาลไทยจะเผชิญแรงกดดันเรื่องสิทธิมนุษยชนและความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงเศรษฐกิจไทยไม่สามารถตัดความสัมพันธ์กับเมียนมาได้โดยง่าย เพราะต้นทุนจากความไม่แน่นอนจะย้อนกลับมากระทบทั้งภาคพลังงาน นักลงทุน และผู้ประกอบการชายแดนของไทยเอง

การค้าชายแดนไทย–เมียนมา เกือบ 2 แสนล้านบาท แต่หดตัวต่อเนื่อง

ตามข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปี 2568 การค้าชายแดนไทย–เมียนมามีมูลค่ารวม 193,663 ล้านบาท ลดลง 7.4% จากปีก่อน ทำให้เมียนมาเป็นคู่ค้าชายแดนอันดับ 3 ของไทย รองจากมาเลเซียและลาว

ในปีเดียวกัน การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ (มาเลเซีย ลาว เมียนมา กัมพูชา) มีมูลค่ารวม 894,193 ล้านบาท ลดลง 8.5% จากปีก่อน หมายความว่าเมียนมามีสัดส่วนประมาณ 21.7% ของการค้าชายแดนไทยทั้งหมด

INFO-มูลค่าการค้าชายแดนไทย ปี 2568-01.png

น่าสนใจว่าแม้การค้าชายแดนกับเมียนมาจะหดตัว แต่ในภาพรวมทั้งประเทศ การค้าผ่านแดน (transit trade) ของไทยไปประเทศที่สาม กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% ช่วยฉุดให้การค้าชายแดนและผ่านแดนโดยรวมของไทยในปี 2568 ยังคงขยายตัว 6.7% แตะระดับ 1.94 ล้านล้านบาท

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ความไม่สงบภายในเมียนมาและมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากไทยที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การค้าชายแดนชะลอตัวตลอดครึ่งหลังของปี 2568 

ขณะที่ด่านเมียวดี ซึ่งอยู่ตรงข้ามสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) ถูกฝ่ายเมียนมาประกาศปิดการค้าฝ่ายเดียวตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ก่อนจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569

สินค้าไทยยังจำเป็นต่อตลาดเมียนมา แม้ถูกบีบด้วยมาตรการควบคุมเงินตรา

รายงานของ Reuters ที่อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของประธานสภาธุรกิจไทย–เมียนมา ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยไปเมียนมามีมูลค่าประมาณ 67,000 ล้านบาท (ราว 2,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเมื่อเทียบเป็นรายปีแล้ว ถือว่าลดลงอย่างมากจากช่วงก่อนโควิด-19 ที่การส่งออกไทยไปเมียนมาเคยมีมูลค่าเกิน 800,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าตลาดเมียนมาสำหรับสินค้าไทยหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังรัฐประหารและสงครามกลางเมือง

สินค้าจากไทยที่ยังมีบทบาทสำคัญในตลาดเมียนมา ประกอบด้วย

• น้ำมันสำเร็จรูปและเชื้อเพลิง

• อาหารและเครื่องดื่ม

• สินค้าอุปโภคบริโภค

• เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร

• วัสดุก่อสร้าง

• เคมีภัณฑ์และปุ๋ย

• ชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมา (สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง) ระบุว่าตลอดทั้งปี 2568 ไทยส่งออกไปเมียนมารวม 146,000 ล้านบาท (หดตัว 0.63%) และนำเข้าจากเมียนมา 97,000 ล้านบาท (หดตัว 9.04%) ทำให้ไทยได้ดุลการค้ากับเมียนมาราว 48,000 ล้านบาท 

โดยการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงที่หดตัวแรง เป็นผลจากมาตรการของไทยเองที่ระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่าน 3 ด่านชายแดน (แม่สอด แม่สาย เจดีย์สามองค์) ตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า ความต้องการสินค้าไทยในชีวิตประจำวันของเมียนมายังไม่หายไปทั้งหมด แม้กำลังซื้อของประชาชนจะลดลงและค่าเงินจ๊าตผันผวนอย่างหนัก สิ่งที่หายไปคือความสามารถในการชำระเงิน การแลกเงินตรา การออกใบอนุญาตนำเข้า และความแน่นอนว่าจะสามารถขนส่งสินค้าไปถึงปลายทางได้หรือไม่

เบื้องหลังพรมแดงที่ไทยปูรับ มิน อ่อง หล่าย คือผลประโยชน์ที่มีมูลค่ามากกว่า 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ในรูปเงินลงทุนสะสม และการค้าชายแดนอีกเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี

ไทยจึงอยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อนที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค ด้านหนึ่งต้องรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุน พลังงาน และเศรษฐกิจชายแดน แต่อีกด้านต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร่วมมือทางธุรกิจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมาโดยปราศจากความก้าวหน้าด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน

การเยือนครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาเปิดช่องทางเศรษฐกิจ แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนเวทีประชุมในกรุงเทพฯ หากอยู่ที่ว่า หลังคณะผู้นำเดินทางกลับไปแล้ว สะพานการค้าจะเปิดจริงหรือไม่ ผู้ประกอบการจะโอนเงินกลับได้หรือไม่ นักลงทุนไทยจะได้รับการคุ้มครองเพียงใด และผลประโยชน์จากการฟื้นเศรษฐกิจจะตกถึงประชาชนเมียนมา หรือยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มอำนาจและทุนที่ใกล้ชิดกองทัพเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ · DICA (Directorate of Investment and Company Administration), เมียนมา · Reuters · Bangkok Post · Nikkei Asia · Fortify Rights · ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์