รายงานข่าวระบุ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2565 ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์เรียกเงินคืน 600 ล้านบาทจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และให้คืนเงินภายใน 15 วัน ในเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ว่า
โดย ผู้ว่าการ กกท. ระบุว่า กกท.ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยัง กสทช.แล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าในที่ประชุมบอร์ด กสทช.ได้เห็นหนังสือหรือไม่ ซึ่ง กกท.ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฎมัสต์ แคร์รี่ ด้วยการส่งสัญญาณไปยังดิจิทัลทีวี ทั้งภาคพื้นดิน และดาวเทียมต่างๆ ซึ่งเข้าถึงทุกกลุ่มอยู่แล้ว
“แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องอยู่ในกรอบภายใต้ลิขสิทธิ์ด้วย และส่งสัญญาณถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 ให้ทุกคนได้ดูแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายตามกฎ มัสต์แฮฟ (Must Have) แล้ว” ดร.ก้องศักด กล่าว
พร้อมระบุ อีกว่าศาลได้วินิจฉัยกรณีข้อพิพาทระหว่าง AIS กับ True โดยคำสั่งศาลได้กล่าวถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย และ กสทช.ที่ดำเนินการถ่ายทอดฟุตบอลโลกให้ประชาชนได้ดูฟรีตามช่องทางต่างๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะ IPTV เท่านั้น ถือว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมัสต์ แคร์รี่แล้ว ซึ่งคำสั่งศาลเขียนไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นการดำเนินการของ กกท. ได้ปฏิบัติตามข้อระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้ไปละเมิดอะไร
ดร.ก้องศักด กล่าวว่า หาก กสทช.ยืนยันจะเรียกเงิน 600 ล้านบาทคืน ก็คงต้องเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย แต่ก็ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น เนื่องจากเป็นองค์กรของรัฐด้วยกัน น่าจะมีวิธีการที่ดีกว่าที่สามารถตกลงพูดคุยกันได้ อย่างไรก็ดีหาก กสทช.จะเรียก กกท.เข้าไปชี้แจงก็ยินดี แต่ที่ผ่านมาไม่มีการหารือร่วมกันแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วงมหกรรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 รายการที่อยู่ในกฎมัสต์แฮฟที่จะต้องถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูฟรี
โดยในช่วงนั้นกล่องรับสัญญาณเอกชนเจ้าหนึ่งเป็นผู้รับหน้าที่ในการออกอากาศ และปิดกั้นสัญญาณในส่วนของกล่องรับสัญญาณเจ้าอื่นๆ ซึ่งถ้าหากเป็นกรณีเดียวกัน ในกฎมัสต์แคร์รี่ก็อยากให้ทาง กสทช.ออกมาชี้แจงว่าเหตุใดรายการนั้นทำได้ และทำไมรายการนี้ทำไม่ได้
โดย ผู้ว่าการ กกท. ระบุว่า กกท.ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยัง กสทช.แล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าในที่ประชุมบอร์ด กสทช.ได้เห็นหนังสือหรือไม่ ซึ่ง กกท.ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฎมัสต์ แคร์รี่ ด้วยการส่งสัญญาณไปยังดิจิทัลทีวี ทั้งภาคพื้นดิน และดาวเทียมต่างๆ ซึ่งเข้าถึงทุกกลุ่มอยู่แล้ว
“แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องอยู่ในกรอบภายใต้ลิขสิทธิ์ด้วย และส่งสัญญาณถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 ให้ทุกคนได้ดูแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายตามกฎ มัสต์แฮฟ (Must Have) แล้ว” ดร.ก้องศักด กล่าว
พร้อมระบุ อีกว่าศาลได้วินิจฉัยกรณีข้อพิพาทระหว่าง AIS กับ True โดยคำสั่งศาลได้กล่าวถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย และ กสทช.ที่ดำเนินการถ่ายทอดฟุตบอลโลกให้ประชาชนได้ดูฟรีตามช่องทางต่างๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะ IPTV เท่านั้น ถือว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมัสต์ แคร์รี่แล้ว ซึ่งคำสั่งศาลเขียนไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นการดำเนินการของ กกท. ได้ปฏิบัติตามข้อระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้ไปละเมิดอะไร
ดร.ก้องศักด กล่าวว่า หาก กสทช.ยืนยันจะเรียกเงิน 600 ล้านบาทคืน ก็คงต้องเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย แต่ก็ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น เนื่องจากเป็นองค์กรของรัฐด้วยกัน น่าจะมีวิธีการที่ดีกว่าที่สามารถตกลงพูดคุยกันได้ อย่างไรก็ดีหาก กสทช.จะเรียก กกท.เข้าไปชี้แจงก็ยินดี แต่ที่ผ่านมาไม่มีการหารือร่วมกันแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วงมหกรรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 รายการที่อยู่ในกฎมัสต์แฮฟที่จะต้องถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูฟรี
โดยในช่วงนั้นกล่องรับสัญญาณเอกชนเจ้าหนึ่งเป็นผู้รับหน้าที่ในการออกอากาศ และปิดกั้นสัญญาณในส่วนของกล่องรับสัญญาณเจ้าอื่นๆ ซึ่งถ้าหากเป็นกรณีเดียวกัน ในกฎมัสต์แคร์รี่ก็อยากให้ทาง กสทช.ออกมาชี้แจงว่าเหตุใดรายการนั้นทำได้ และทำไมรายการนี้ทำไม่ได้




