TDRI ชี้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ แค่ ‘ประชานิยมหาเสียง’ เสี่ยงปีหน้าเศรษฐกิจโลกทรุด

9 ธ.ค. 2565 - 10:12

  • ต้องมองตามความเป็นจริงและความเป็นไปได้ เพราะยังมีหลายส่วนจะต้องมาพูดคุยกันอีกมาก

  • ผลกระทบขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ‘นายจ้าง’ สู้ไม่ไหวท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอยในปี 2566

Economics_tdri_analytics_minimum_wage_policy_SPACEBAR_Hero_305efd20ff.jpeg
ดร. ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยวิเคราะห์ตลาดแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI ให้ความเห็นถึงการเสนอ นโนบายค่าจ้างขั้นต่ำของนักการเมืองที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า  

พอพูดถึงค่าจ้างถ้าเราเป็นลูกจ้าง เงินยิ่งมากก็ยิ่งดี ชอบทั้งนั้นแหละ คืออยากได้ การที่นักการเมืองออกมาทำอย่างนี้คือเค้าหวังว่าจะได้รับการเลือกตั้ง สิ่งที่เขาพูดก็คือนโยบายประชานิยมแบบหนึ่ง อยากให้แรงงานหรือพนักงานเลือกเขาด้วยความหวังว่าจะได้รับตามที่สัญญา แต่ในความเป็นจริงความเป็นไปได้ จะต้องมาพูดคุยกันอีกมากพอสมควร  

นักการเมืองบางคนถึงขนาดจะให้ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 1000 บาท ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว แต่โอกาสที่จะได้ตามที่หาเสียงมีน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายราคาโดยสารรถไฟฟ้า 25 บาทตลอดสายซึ่งก็เคยได้ยิน แต่ก็ยังเป็นไปไม่ได้ เมื่อนักการเมืองทำไม่ได้ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ความผิดหวัง เมื่อผลการเลือกตั้งมันเกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนตัวมองว่า ความผิดหวังที่เกิดขึ้นควรจะมีผลทางกฎหมายด้วย
 

ถ้ามีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้จะเกิดผลกระทบอย่างไร?

ผลกระทบถ้ามีการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากถึงขณะที่มีการพูดถึงกันย่อมมีผลกระทบแน่นอน นายจ้างคงจะสู้ไม่ไหว เมื่อลูกจ้างได้ค่าจ้างมากขึ้นนายจ้างก็อาจจะไปต่อไม่ไหว ภายใต้เศรษฐกิจลูกผีลูกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2566 เราจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยซึ่งจะเป็นผลกระทบขนาดใหญ่และเกิดขึ้นในหลายประเทศ 

แต่ความน่ากังวลคงไม่เกิดขึ้นเพราะการจะไปถึงจุดที่จะได้แค่ค่าแรงเพิ่มไม่น่าจะเกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นไปได้ และกระบวนการที่จะไปถึงจุดนั้นคงเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ โอกาสที่จะเป็นไปได้ต่ำมากต่ำที่สุดจนถึงไม่สามารถเป็นไปได้เลยที่จะได้อย่างที่นักการเมืองบอก 

“ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเหมือนหลักประกัน แต่มันไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับค่าจ้างที่ทำให้เราดำรงอยู่ได้ หรือ living wage ในความเป็นจริงการจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทุกคนไม่ได้เกิดขึ้น สิ่งที่แรงงานแต่ละคนได้แตกต่างกันไปตามทักษะและความสามารถที่แตกต่างกัน”  

‘ทักษะ’ ไม่ได้หมายถึงคุณวุฒิหรือวุฒิการศึกษา แต่หมายความถึงความสามารถในการทำงานได้ตามผลิตภาพในการทำงานมากน้อยแค่ไหน งานแต่ละงานมีความแตกต่างกัน กระทรวงแรงงานเองก็เข้าใจตรงนี้และพยายามให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม แต่คงยังไม่เพียงพอ แรงงานบางคนยังคงได้ค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือถ้าลูกจ้างทุกคนได้ค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกคน นายจ้างก็อยู่ไม่ได้
 

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่พรรคการเมืองเอามาเป็นนโยบายมันเพียงพอไหมกับภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนอะไร?

ถามว่าอัตราค่าจ้างเพียงพอไหม มันแตกต่างกันไปในแต่ละคน เพราะมีลูกจ้างที่ยังอยู่ได้ และมีคนที่ยังคงลำบาก 

แม้เราอาจต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่หนักหนาในปีหน้า แต่ประเทศไทยยังมีข้อดีที่แตกต่างกับต่างประเทศคืออัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามไม่ให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นสูงมากเกินไป ไม่อย่างนั้นจะกระทบคนที่ทีภาระเงินกู้ เราอาจเข้าสู่ยุคที่ข้าวยากหมากแพง  

สิ่งที่รัฐบาลทำและช่วยได้ คือ การช่วยเยียวยา แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยไปไม่ได้ตลอด ความช่วยเหลือต้องช่วยให้ตรงจุด ช่วยไปที่คนที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริง ผลกระทบจากเงินเฟ้อเป็นผลกระทบที่เราโดนกันถ้วนหน้า แต่ละคนคงต้องหาทางเลือกได้ เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตมาจากรายได้คือค่าจ้าง รัฐบาลต้องมองว่าจะสามารถบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบางกลุ่มคนระดับล่างที่รายได้ต่ำว่าเส้นความยากจนรัฐบาลจะบรรเทาคนกลุ่มนี้อย่างไร 

เราคงไม่อยากเป็นเครื่องมือที่ถูกหลอกต่อไปเรื่อยๆ การปรับค่าจ้างไปถึงระดับที่นักการเมืองพูดมีกลไกหลายอย่างที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเป็นไปตามที่นักการเมืองบอก ขอให้มองตามหลักความเป็นจริง และความเป็นไปได้ ในอดีตเราเรียนรู้จากสิ่งที่นักการเมืองบอกว่าเป็น นโยบาย แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  

เราถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราโดนหลอกกันมากี่ครั้งแล้วไม่ใช่แต่เรื่องค่าจ้าง การพิจารณา นโยบาย ต้องคิด หาความรู้แล้วพิจารณา เพื่อบริหารความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจอย่างไร  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์