หลังจากที่ปล่อยให้สับสน ในนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทมาหลายเดือน ถึงเวลานี้ก็มีความชัดเจนมาอีกระดับหนึ่ง แม้ว่าสิ่งที่รัฐบาลแถลงเรื่องกรอบการดำเนินงาน เงื่อนไข รูปแบบการแจก การใช้ จะดูวกวนก็ตาม
แต่สิ่งที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต และสืบค้นย้อนกลับไปว่า เมื่อตอนหาเสียง เคยรับปากสัญญาไว้อย่างไร แต่เมื่อลงมือทำเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเงินที่นำมาแจก จะเอามาจากไหน
วันที่ 26 เมษายน 2566 เศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเวลานั้นไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทวิตข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ซึ่งมีเนื้อหายืนยันชัดเจนว่า
ชัด ๆ ว่าที่มาของนโยบายนี้ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินสักบาทเดียว และที่สำคัญการหมุนเวียนของเงิน จะสามารถจ่ายคืน (Payback) ค่าใช้จ่ายในนโยบายนี้ได้ด้วยตัวเอง ในตลอดเวลาของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
นี่ถือเป็นคำสัญญาประชาคม ที่บอกว่าพรรคคิดนโยบายนี้มาอย่างดี หาเงินได้ ใช้เงินเป็น เมื่อช่วงหาเสียงก็ได้รับการพูดถึง แม้ว่าบางส่วนจะบอกว่า ทำไม่ได้ก็ตาม
โปรดจำเนื้อหาที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสินเขียนไว้ให้ขึ้นใจ

หลังจากข้อความนั้นประมาณ 6 เดือน
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 พรรคเพื่อไทยก็ทวิตข้อความผ่าน x (ทวิตเตอร์) เรื่องการแถลงรายละเอียดเงินดิจิทั 10,000 บาทล มีเนื้อหาว่า
วงเงินรวม 6 แสนล้านบาท
วงเงิน DW 5 แสนล้านบาท
ครอบคลุม 50 ล้านคน
อีก 1 แสนล้านบาท ใช้ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ
ใช้จ่าย 10,000 บาท
คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่ถึง 70,000บ./เดือน และมีเงินฝากต่ำกว่า 500,000 บ.
พัฒนาต่อยอด แอปเป๋าตัง ให้มีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง
วงเงินที่ใช้ จะออก พ.ร.บ.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท
ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา ไม่ขัดต่อหลักกฏหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ต้องลงทะเบียน ใช้ซื้อสินค้าอุปโภค/บริโภค ใช้ภายใน 6 เดือน ใช้ในอำเภอตามบัตร ปชช. สิ้นสุด เมษายน 2570
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ เงินที่นำมาใช้ในโครงการ เปลี่ยนแปลงที่มาของเงิน เป็นการกู้เงิน 500,000 ล้านบาทแทน และกลับไปใช้แอปฯ เป๋าตัง
หากเป็นหนังก็ถือว่าเป็นหนังแบบหักมุม หลอกคนดู สิ่งที่หาเสียงของพรรคการเมือง เป็นแค่การเปล่งเสียงผ่านกล่องเสียงผ่านลำคอ ออกมาทางปาก เพื่อสื่อความหมายว่าพูดเป็น พูดได้เท่านั้น ไม่ได้มีความหมายในคำพูด
คงเป็นไปตามนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่า ทั้งหลายทั้งปวง คือ การหาเสียง เมื่อเป็นรัฐบาลก็จบ ไม่ต้องรับผิดชอบ





