ถึงแม้ตามเงื่อนไขของผู้ที่จะได้รับแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย คนที่มีรายได้เกินเดือนละ 70,000 บาท และมีเงินในบัญชีออมทรัพย์ (รวมทุกบัญชี) เกิน 500,000 บาท จะถูกตัดสิทธิ์ ไม่ได้รับแจกเงินดังกล่าว แต่รัฐบาลก็พยายามที่จะหามาตรการอื่นมาชดเชยให้แทน และหวังว่าจะเป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
โครงการ "e-Refund" คืนภาษี 50,000 บาท คือ หนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เปิดให้ประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิ์โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท นำค่าซื้อสินค้าและบริการมาใช้ในการลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทแทน ซึ่งคาดว่าจะมีคนที่ได้รับสิทธิประโยชน์นี้ สำหรับผู้ที่มีเงินในบัญชีเกิน 5 แสนบาท จำนวน 3.5 ล้านคน และคนที่มีเงินเดือนเกิน 7 หมื่นบาทจำนวน 1.3 ล้านคน
ในการแถลงข่าวโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ได้ รัฐบาลจะออกโครงการ e-Refund ให้คนไทยสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้าและบริการมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท โดยให้นำใบกำกับภาษี มาประกอบการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา และรัฐจะคืนเงินภาษีให้ท่าน เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้รับสิทธิ Digital Wallet ก็สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการนี้ได้ และจะทำให้ร้านค้าเข้าระบบภาษีดิจิทัลมากขึ้นด้วย
เศรษฐา กล่าวว่า โครงการ e-Refund นั้น ประชาชนจะได้รับภาษีคืนจากการจับจ่ายสินค้าและบริการรวมมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท จากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี และเฉพาะที่ออกใบกำกับภาษีในรูปแบบ electronics เท่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่จูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีดิจิทัลมากขึ้น มุ่งไปสู่การเป็น e-Government ในอนาคต ซึ่งโครงการ e-Refund จะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม2567 เป็นต้นไป
สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ หากเราไปดูโครงสร้างการจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบัน เราแบ่งฐานเงินรายได้ของผู้เสียภาษีออกเป็น 8 ขั้น โดยผู้มีรายได้สุทธิ ตั้งแต่บาทแรก จนถึง 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แต่หลังจาก 150,00 บาทเป็นต้นไป จะเสียภาษีในอัตราตามขั้นบันไดที่กำหนด 7 ขั้น ในลักษณะสะสมตามขั้นบันได (ตารางประกอบ)

หากพิจารณาจากฐานรายได้ของคนที่มีรายได้เกิน 70,000 บาท ที่จะสามารถใช้สิทธิ์ในการซื้อสินค้าและบริการ รวมมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อนำใบกำกับภาษีในรูปแบบ electronics มาใช้ลดหย่อนภาษี จะพบว่า คนที่มีรายได้พึงประเมินยิ่งสูงมากเท่าไร ยิ่งจะได้รับประโยชน์มากขึ้น
ยกตัวอย่าง
คนที่มีรายได้สุทธิต่อปีเกิน 5 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี ที่ขั้นสูงสุดคือ 35% ซึ่งหากใช้สิทธิ์ในการซื้อสินค้าสูงสุด 50,000 บาท จะช่วยนำใบกำกับภาษี 50,000 บาท ไปช่วยลดหย่อนภาษีได้ถึง 17,500 บาท
ส่วนคนที่มีรายได้สุทธิ 2-5 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเสียภาษีที่ฐาน 30% จะช่วยลดหย่อนภาษีได้ราว 15,000 บาท
ในขณะที่คนที่มีรายได้สุทธิ 1-2 ล้านบาท จะเสียภาษีฐานสูงสุด 25% จะช่วยลดหย่อนภาษีได้ 12,500 บาท
ส่วนคนที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 840,000 บาท (เงินเดือน ๆ ละ 70,000บาท) จะเสียภาษีที่ฐาน 20% จะช่วยลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท
อย่างไรก็ตามคนที่จะใช้สิทธิ์ดังกล่าว จะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า และบริการไปก่อน เพื่อนำหลักฐานไปหักลบจากรายได้พึงประเมิน กลายเป็นรายได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา พูดง่าย ๆ อยากลดภาษีก็ต้องลงทุนก่อน
สรุปเงื่อนไข "e-Refund" คืนภาษี 50,000 บาท
- เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 เป็นต้นไป
- ผู้เข้าร่วมโครงการต้องไม่ได้รับสิทธิ์เงินดิจิทัล 10,000 บาท
- ซื้อสินค้าจากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี และเฉพาะที่ออกใบกำกับภาษีในรูปแบบ electronics เท่านั้น
- นำใบกำกับภาษีมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้าและบริการมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท




