นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตไม่เกิด กดดัน GDP ไทยทรุด

28 พ.ย. 2566 - 16:21

  • นโยบายนี้ไม่เกิดขึ้น ทำให้จีดีพีเติบโตเหลือ 2.8-2.9%

  • มีความเสี่ยงค่อนข้างมากที่นโยบายจะไม่ผ่าน

economy_government_digital_wallet_gdp_SPACEBAR_Hero_ce3e74f45a.jpg

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยกับรายการ First Up ทาง SPACEBAR Money ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2566 ที่ออกมา 1.5% ถือว่าน่าผิดหวัง ซึ่งเป็นระดับต่ำและยังไม่กลับไปในช่วงก่อนเกิดโควิด 19 โดยเป็นการเติบโตที่เชื่องช้า และหากพิจารณาข้อมูลการบริโภคที่สภาพัฒน์ฯ รายงานว่าโตถึง 8% สะท้อนว่ามาจากการเติบโตจากภาคการท่องเที่ยว บริการ ร้านอาหาร โรงแรม ซึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา จึงเป็นการเตือนว่าตัวเลขที่ดีมาจากการฟื้นตัวในจุดที่ต่ำ จึงไม่สะท้อนภาพรวมการใช้จ่ายของประเทศ เพราะหากประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ จากเครื่องบ่งชี้สำคัญอื่นๆ เช่น ยอดขายรถ ยอดขายบ้าน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังชะลอตัว  

ส่วนในปีหน้าคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3.7% โดยมีเครื่องยนต์สำคัญ คือ ภาคการส่งออกที่จะฟื้นตัวได้เป็นบวกประมาณ 2-3% โดยประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯ ยังเติบโตได้ แม้จะชะลอความร้อนแรงเข้าสู่ภาวะ Soft Landing แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย หรือเกิด recession ส่วนเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะชะลอตัวระยะยาว และยังมีปัญหาเรื้อรังในภาคอสังหาริมทรัพย์ อาจไม่สามารถประคองการเติบโตที่ 5% ไปได้นานมากนัก แต่การค้าการลงทุนฟื้นตัวดีขึ้น จึงอาจจะยังมีความต้องการบริโภคที่ช่วยส่งเสริมภาคการส่งออกของไทยได้

ส่วนสำคัญ คือ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ที่ประเมินว่ามีผลกระทบต่อจีดีพี 0.8%-0.9% ซึ่งถ้านโยบายนี้ไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้จีดีพีเติบโตเหลือ 2.8-2.9%ซึ่งประเมินว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมากที่นโยบายจะไม่ผ่าน เนื่องจากการตีความทางกฎหมายถึงประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออก พ.ร.บ.กู้เงินซึ่งอาจขัดกับวินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของ กฤษฎีกา สภาผู้แทนราษฎร และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าน่าจะอิงกับหลักการทางการเมือง กฎหมาย รัฐศาสตร์มากกว่าเศรษฐศาสตร์ ส่วนถามว่าอยู่ในขั้นจำเป็น เร่งด่วน หรือไม่ ในทางบริบทเศรษฐกิจ ถือว่าอาจจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องใช้นโยบายรูปแบบนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตีความของฝ่ายเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามประเมินว่าถ้าไม่มีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และเศรษฐกิจไทยโตต่ำ อาจได้เห็นการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในปีหน้า

ทั้งนี้มองว่าปัญหาที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่การกระตุ้นระยะสั้น แต่เป็นการสร้างการเติบโตที่มีศักยภาพระยะยาว ท่ามกลางภาวะขาดแคลนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ที่นอกเหนือจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งการเติบโตที่ช้าลงอย่างยาวนานเสี่ยงจะนำไปสู่วิกฤต เสมือนภาวะต้มกบ (สภาพแวดล้อมย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องโดยที่ผู้คนในระบบไม่ทันได้ตระหนัก จนกระทั่งถึงจุดวิกฤตในที่สุด) ซึ่งน่าจะต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดในทางที่เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป และดึงเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกให้กลับมาในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์