เบรกจรดปากกา ก่อนเซ็นค้ำประกัน

25 ก.ค. 2566 - 10:43

  • การเซ็นค้ำประกันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ

  • หากเราเซ็นค้ำประกันโดยที่ไม่รู้อะไร อาจทำให้เรากลายเป็นหนี้ไม่รู้ตัวได้แน่นอน

Economy_Guarantee_Borrow_Money_Debt_Sign_a_contract_SPACEBAR_Hero_9a3c5f9553.jpeg
หลายคนที่เคยมีประสบการณ์ที่ว่าคนสนิท คนใกล้ตัวมาขอให้เซ็นเอกสารค้ำประกันเงินกู้ เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันการเงินที่กำลังจะยื่นเรื่องขอกู้ ซึ่งยิ่งสนิทกันก็ยิ่งไว้วางใจกัน สุดท้ายก่อภาระหนี้ให้ผู้เซ็นค้ำประกันมากมาย เนื่องจากลูกหนี้ตัวจริงไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ภาระหนี้สินคงเหลือทั้งหมด ผู้ที่ค้ำประกันต้องจ่ายหนี้แทน และอาจถึงขึ้นถูกฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลไปด้วย ดังนั้นก่อนเซ็นค้ำประกันให้ใคร ต้องทำความเข้าใจฐานะของผู้ค้ำประกัน ข้อควรรู้ ทั้งสิทธิต่าง ๆ ในฐานะผู้ค้ำประกัน เพื่อให้สามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมด้วย 

ผู้ค้ำประกัน หมายถึง ผู้ที่ยอมรับจะชำระหนี้แทนอีกบุคคลหนึ่ง หากบุคคลนั้นไม่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ หรือก็คือ ผู้ค้ำประกันจะต้องสามารถจ่ายหนี้ให้แก่ลูกหนี้คนนั้นได้แน่นอนแบบเต็ม ๆ หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เป็นเวลานาน ซึ่งคนที่จะมาเป็นผู้ค้ำประกันจะเป็นใครเลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนใกล้ตัวของผู้กู้นั่นเอง 

เรื่องต้องรู้หากคิดจะค้ำประกัน 

  • ชื่อผู้ค้ำประกันจะไม่มีรายชื่อในรายงานข้อมูลเครดิต เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ได้มีการนำส่งข้อมูลการเงินของผู้ค้ำประกันเข้าระบบ 
  • ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิใด ๆ ในสินทรัพย์ของผู้กู้ 
  • ผู้ค้ำประกันต้องแบกรับภาระหนี้ 100% หากลูกหนี้หนีหนี้ของสถาบันการเงิน 
  • ผู้ค้ำประกันจะไม่ได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีในส่วนของดอกเบี้ย เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้การจ่ายหนี้ 

ข้อควรรู้ก่อนเซ็นค้ำประกัน  

  • ก่อนการเซ็นค้ำประกัน อย่าลืมอ่านสัญญาให้ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องการกำหนดวงเงินความรับผิดแทนลูกหนี้ตัวจริง ตามกฎหมายต้องระบุให้ชัดเจนว่า เราจะต้องรับผิดชอบเป็นจำนวนเงินที่เท่าไหร่ และจำกัดความรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น 
  • สัญญาที่ระบุให้เป็นลูกหนี้ร่วมถือเป็นโมฆะ สัญญาที่ระบุไว้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นร่วมกับลูกหนี้จะไม่มีผลบังคับใช้  หากเกิดเหตุลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ เจ้าหนี้ต้องไปตามหนี้กับลูกหนี้ตัวจริงก่อนมาเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันชดใช้หนี้แทน ถ้าหากลูกหนี้ไม่สามารถจ่ายได้แล้วจริง ๆ จึงมีสิทธิมาตามหนี้กับผู้ค้ำประกันต่อไป 
  • สัญญาที่เป็นภาระเกินสมควรถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาที่ระบุให้ผู้ค้ำประกันต้องรับภาระหนี้เกินไปจากขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และทำให้ผู้ค้ำประกันเสียเปรียบ ไม่เป็นธรรม จะไม่สามารถนำมาเรียกร้องกับผู้ค้ำประกันได้ 
  • ผู้ค้ำไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ถ้าเจ้าหนี้ไม่แจ้งให้ทราบภายใน 60 วัน ถ้าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้จะต้องทำหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันรู้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระ เพราะหากผู้ค้ำประกันต้องจ่ายหนี้แทน จะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยกรณีผิดนัด และหากเกินระยะเวลา 60 วันแล้ว ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าหนี้ กรณีมีดอกเบี้ย ค่าทวงถาม ผู้ค้ำประกันจะไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ 
  • ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับลูกหนี้มีผลต่อผู้ค้ำด้วย สำหรับข้อตกลงที่เจ้าหนี้กำหนดขึ้น เช่นการลดหนี้ให้ลูกหนี้ เพื่อให้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลทางบวกกับลูกหนี้ สิทธินี้จะส่งต่อไปที่ผู้ค้ำประกันด้วย เท่ากับความรับผิดชอบหนี้ของผู้ค้ำประกันก็จะลดลงด้วย ยกเว้นข้อตกลงหรือการกระทำใด ๆ ของเจ้าหนี้ที่ส่งผลลบกับลูกหนี้จะถือเป็นโมฆะกับผู้ค้ำประกัน เรียกว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบผลเสียที่เกิดกับลูกหนี้ไปด้วย 
  • ผู้ค้ำหมดความรับผิดชอบ หากเจ้าหนี้ขยายเวลาผ่อนชำระ ถ้าเจ้าหนี้ขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ค้ำประกันถือว่าหมดภาระความรับผิดชอบต่อหนี้นั้นในฐานะผู้ค้ำประกัน  และห้ามทำข้อตกลงล่วงหน้าให้ผู้ค้ำประกันยังคงสถานะเป็นผู้ค้ำประกันต่อไป หลังขยายเวลาชำระหนี้ 
  • หากจ่ายหนี้แทนแล้ว มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนจากลูกหนี้ตัวจริง กรณีชดใช้หนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันให้เจ้าหนี้แล้ว เรามีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ได้ โดยสามารถเรียกคืนทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเสียหาย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ได้จ่ายทดแทนไปในฐานะผู้ค้ำประกัน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์