ประกันสังคม ปรับ SAA ‘ธรรมศาสตร์’ เตือน เสี่ยงบำนาญ

30 ม.ค. 2569 - 16:21

  • นักวิชาการชี้ ปรับกรอบลงทุน SAA 50:50 แต่กลไกตัดสินใจยังเดิม

  • เตือนเพิ่มความเสี่ยง-ความผันผวน หากธรรมาภิบาลไม่เปลี่ยน

  • หวั่นกระทบเงินบำนาญ-สิทธิผู้ประกันตนในระยะยาว

ประกันสังคม ปรับ SAA ‘ธรรมศาสตร์’ เตือน เสี่ยงบำนาญ

นักวิชาการเตือน สปส. ปรับกรอบ SAA อย่างเดียวไม่พอ
หากกลไกลงทุนไม่เปลี่ยน เสี่ยงกระทบเงินบำนาญผู้ประกันตน

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงความกังวลต่อแนวคิดการปรับกรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนประกันสังคม (สปส.) โดยชี้ว่า แม้การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะช่วยเปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่หากยังไม่ปรับโครงสร้างและกลไกการตัดสินใจลงทุน อาจไม่ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้น แถมยังเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งสุดท้ายอาจกระทบต่อเงินบำนาญและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน

รศ. ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันสังคม เพิ่งมีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับกรอบนโยบายการลงทุน หรือ SAA (Strategic Asset Allocation) ซึ่งหมายถึง “การกำหนดสัดส่วนการลงทุนระยะยาวของกองทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ” เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เงินฝาก หรืออสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

โดยกรอบ SAA ใหม่ กำหนดให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำในสัดส่วน 50:50 จากเดิม 40:60 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.ทีปกร ระบุว่า “ตัวเลขสัดส่วน” ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการลงทุน

“ผลตอบแทนของกองทุนไม่ได้ขึ้นกับการปรับสูตร SAA เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระบวนการตัดสินใจลงทุน ความเป็นมืออาชีพ และธรรมาภิบาล หากยังใช้โครงสร้างการตัดสินใจแบบเดิม การปรับสัดส่วนอาจเพิ่มความผันผวน โดยไม่ได้ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นจริง”

รศ. ดร.ทีปกร กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์มองว่า ปัญหาหลักของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการกำกับดูแล ซึ่งยังอยู่ในกรอบราชการแบบดั้งเดิม ไม่สอดคล้องกับขนาดและความซับซ้อนของกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาล แม้การดำเนินการจะ ‘ถูกต้องตามระเบียบ’ แต่คำถามสำคัญคือ ระเบียบเหล่านั้นเพียงพอและเหมาะสมกับการบริหารเงินระยะยาวของแรงงานไทยหรือไม่

ทั้งนี้ เสนอให้เร่งยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน โดยเฉพาะการแยกบทบาทระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารการลงทุน และผู้ตรวจสอบ เพิ่มความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการด้านการลงทุน รวมถึงเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนตรวจสอบได้มากขึ้น

รศ. ดร.ทีปกร เตือนว่า หากปล่อยให้การลงทุนไม่มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผล แต่ในระยะยาวจะกระทบโดยตรงต่อเงินบำนาญชราภาพและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย ที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งเงินสมทบลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การลดสิทธิประโยชน์ การเพิ่มเงินสมทบ หรือการพึ่งพางบประมาณรัฐในอนาคต

พร้อมย้ำว่า กรณีการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด เช่น อาคารสำนักงาน เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล และจำเป็นต้องมีการประเมินมูลค่าโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนหลังที่ประชาชนเข้าถึงได้

“เงินกองทุนประกันสังคมคือหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงาน หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ขณะเดียวกันสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ เพราะความผิดพลาดในการบริหาร ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือชีวิตและอนาคตของแรงงานไทย”

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์