หลังจาก บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขอฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง และศาลล้มละลายกลางได้รับคำร้อง และนัดไต่สวนคำร้องเพื่อขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 29 ม.ค.2567 ปรากฏว่า เริ่มมีปฎิกริยาในฝั่งเจ้าหนี้ที่ส่อท่าทีทั้งไม่พอใจ กังขา และตั้งข้อสงสัยกับสถานการณ์ ด้านการเงินที่แท้จริงของกลุ่ม JKN ว่ามีปัญหาอะไรที่ซุกอยู่ใต้พรมมากขนาดไหน
ก่อนหน้านี้ JKN เริ่มส่อเค้าลาง ว่า กำลังประสบปัญหาด้านการเงินค่อนข้างหนัก เมื่อไม่สามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ JKN239A มูลค่า 600 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอน วันที่ 1 ก.ย.2566 จนกระทั่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอขยายเวลาไถ่ถอนออกไปเป็น 23 ก.ย.2567 และต่อมาก็มีการขอจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน และขอยืดหนี้และดอกเบี้ยอออกไปอีกเป็นวันที่ 23 ก.พ.2567 โดยมีมูลหนี้คงค้าง 525 ล้านบาท ทำให้ยังมีมูลหนี้คงค้างหุ้นกู้ทั้งหมด 7 รุ่นที่จะครบกำหนดในช่วงตั้งแต่ปี 2567-2568 วงเงินสูงถึง 3,360.2 ล้านบาท
การได้รับอนุมัติจากเจ้าหนี้ในการขยายระยะเวลาไถ่ถอนออกไป ก็ดูเหมือนจะช่วยต่อลมหายใจให้กับ JKN ไปได้ระยะหนึ่ง และ แอน-จักรพงษ์ ก็ยังคงมีการบ้านที่ต้องเร่งหาเงิน เพื่อมาจ่ายหนี้ และยังต้องมีกระแสเงินสดในมือเพื่อดำเนินกิจการต่อไป โดยเฉพาะยังมีภาระที่จะต้องจัดประกวดนางงามจักรวาลในปีนี้ ที่เอลซัลวาดอร์ ในวันที่ 17 พ.ย.ที่จะถึงนี้
เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องเฉพาะหน้า แอน-จักรพงษ์ ตัดสินใจ รีดไขมันครั้งใหญ่ โดยการเปิดทางให้ กลุ่ม TOP News ของสนธิสัญญาณ เข้ามาบริหารช่อง JKN 18 แทน เพื่อให้มีรายได้และลดต้นทุนการผลิตลง ปิดช่องข่าวเศรษฐกิจ JKN-CNBC ปิดช่อง Hi-Shopping ประกาศขายกิจการโรงงานน้ำดื่มที่ ปราจีนบุรี และสตูดิโอ ที่แบริ่ง
ในเวลาเดียวกันก็พยายามที่จะหานักลงทุนรายใหญ่ที่สนใจจะเข้ามาร่วมทุน โดยมีการเจรจากับหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม GP Group ของกิริต ซาห์ ที่เดิมจะเข้ามาเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง Private Placement ราว 300 ล้านบาท แต่ก็ประสบคว้าน้ำเหลวในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีการเจรจากับ กลุ่มของ วิชัย ทองแตง ที่เป็นพันธมิตรในการจัดการประกวด Miss Universe Thailand และกลุ่ม ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล ดร.แตน ชวัลวัฒน์ อริยาวรารมย์ หรือ ดร.เชลล์ดอน เขยคนเล็กของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งซีพี แต่ก็คว้าน้ำเหลวเช่นกัน
ปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้ การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จนอกจาก หลายคนไม่มั่นใจในแผนธุรกิจของ JKN แล้ว เรื่องที่สำคัญกว่า คือ ตัวเลขทางการเงินที่ดูจะมีความผิดปกติหลายเรื่อง
ความผิดปกติ มีตั้งแต่งบการเงินของ JKN ในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2566 ที่ดูจะยังไม่น่ามีปัญหา เพราะมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 12,161 ล้านบาท ขณะที่มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 7,398 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ถึง 4,756 ล้านบาท อีกทั้งยังมีกำไรมาตลอดตั้งแต่ปี 2562 และล่าสุดงบครึ่งแรก ปี 2566 ก็มีกำไร 121.48 ล้านบาท
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปไส้ในจะพบว่า สินทรัพย์ที่มีกว่า 1.2 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน คือ บรรดาลิขสิทธิ์ ซีรีย์ อินเดีย และสารคดีต่างประเทศ ถึง 7,728 ล้านบาท หรือราว 64% ของสินทรัพย์รวม ที่ทำให้เกิดคำถามเรื่องการตีมูลค่าสินทรัพย์เหล่านี้ตามมา
ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนธุรกิจของ JKN หลายอย่างก็ไม่สามารถทำรายได้เท่าที่ควร ทั้งธุรกิจด้านสื่อ และการขายสินค้าในเครือ ซึ่งน่าจะมาจากระบบการบริหารภายในที่ค่อนข้างมีปัญหา
ที่ผ่านมา ไม่มีใครปฎิเสธว่าเป็นช่วงที่ JKN ของแอน-จักรพงษ์ เติบโตมาได้ด้วยการขยายการลงทุนแบบก้าวกระโดด จนมีฉายาว่า “หญิงข้ามเพศพันล้าน” เริ่มตั้งแต่การซื้อช่องทีวีดิจิทัล JKN-18 จากกลุ่มเดลินิวส์ การซื้อลิขสิทธิ์ผลิตรายการข่าวเศรษฐกิจจาก CNBC การลงทุนซื้อช่อง Hi-Shopping จากเกาหลี การลงทุนซื้อโรงงานผลิตน้ำดื่มที่ปราจีนบุรี มาจนถึงการฝันใหญ่ โดยการซื้อลิขสิทธิ์ องค์กรนางงามจักรวาล Miss Universe
ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ JKN นอกเหนือจากมีการเพิ่มทุนเพื่อระดมทุนแล้ว แอน-จักรพงษ์ ยังเล่นเกมเสี่ยงโดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ โดยการออกหุ้นกู้เป็นระยะ ๆ ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อ อัตราดอกเบี้ยเริ่มหันหัวกลับ มีการปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
จนถึงปัจจุบัน นอกจากจะมีหนี้สินระยะสั้นจากหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2566-2568 กว่า 3,000 ล้านบาท ยังมีเจ้าหนี้ และตั๋วเงินจ่ายการค้าสุทธิ ณ สิ้นวันที่ 30 มิ.ย.2566 อีก 1,431.48 ล้านบาท รวมๆ แล้ว JKN มีเจ้าหนี้กว่า 4,400ล้านบาท โดยรวม ๆ แล้ว โครงสร้างภาระหนี้ของบริษัทมี "หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย" อยู่ที่ 5,027 ล้านบาท แต่มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพียง 112.50 ล้านบาท ทำให้มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ระยะสั้นที่จะถึงกำหนดได้
โครงสร้างมูลหนี้คงค้าง 5,027 ล้านบาท แยกเป็นมูลหนี้จากการออกหุ้นกู้และหุ้นกู้แปลงสภาพถึง 4,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 83.57% กู้ยืมจากสถาบันการเงิน809 ล้านบาท สัดส่วน 16% ที่เหลืออีก 16.75 ล้านบาท หรือราว 0.33% ดังนั้นหากการรับรู้รายได้ของบริษัทไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์หรือล่าช้าจากแผนงานที่วางไว้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสามารถในการชำระหนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหันดูเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ปรากฎว่า บริษัทมีเงินที่จัดเก็บจาก "ลูกหนี้การค้า" จากมูลหนี้ยอดลูกหนี้การค้าคงค้างอยู่ที่ 2,291 ล้านบาท จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.66 บริษัทสามารถเก็บเงินได้เพียงบางส่วนคือราว 335 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ที่น่ากังวล คือ ลูกหนี้การค้า ที่ค้างชำระนานกว่า 3 เดือนขึ้นไปมีสูงถึง 898 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 ประมาณ 54% ขณะที่ลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระนานกว่า 1 ปีขึ้นไป มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 102% หรือเพิ่มขึ้นจากระดับ 99 ล้านบาท ในปี 2565 มาเป็น 200 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทฯตั้งสำรองหนี้เสียส่วนนี้แล้วประมาณ 66.4 ล้านบาท ดังนั้นหากรายได้จากการจัดเก็บลูกหนี้การค้าไม่สามารถเรียกเก็บได้ ก็จะยิ่งซ้ำเติมสภาพคล่อง
คำถามที่คนในแวดวงการเงินอดแปลกใจไม่ได้ก็คือ ทำไมจึงปล่อยให้มีลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระเป็นเงินสูงมากขนาดนี้ ในขณะที่ตัวบริษัทเองอยู่ในสภาพขาดสภาพคล่อง ซ้ำร้ายยังคงขยายการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ลูกหนี้การค้าเหล่านี้คือใคร
ที่ผ่านมา ถึงแม้ แอน-จักรพงษ์ จะออกมายอมรับว่า ปัญหาสภาพคล่องที่เกิดขึ้นกับบริษัทจนเสมือนระเบิดเวลา มาจากเรื่องของการระดมเงินทุนระยะสั้น ที่ไม่สอดคล้องกับระยะเวลากับการทำธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลาคืนทุนค่อนข้างยาว 5-7 ปี และพยายามที่จะปรับโครงสร้างแหล่งเงิน โดยขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศ (Exim Bank) วงเงินพันล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป และคงไม่ทันกับสถานการณ์ของบริษัทในตอนนี้ที่เข้าขั้นวิกฤติแล้ว
จากสถานการณ์ทั้งหมดในเวลานี้ จึงน่าจับตามองมากว่า บรรดาเจ้าหนี้ ทั้งเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้หุ้นกู้ และเจ้าหนี้การค้า ที่ตกอยู่ในอาการ ‘ช็อค’ กับการยื่นขอเข้าแผนฟื้นฟูของ JKN จะมีท่าทีอย่างไรต่อไป และจะวางใจถึงขนาดที่จะยอมให้ JKN เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูหรือไม่ หรือจะขอเป็นผู้เข้ามาทำแผนฟื้นฟูในฝั่งเจ้าหนี้แทน
ยังไม่นับรวมนักลงทุนรายย่อยที่ถือหุ้น JKN ซึ่งปิดการซื้อขาย ล่าสุดวันที่ 10พ.ย.2566 ปรับลงไปติดฟลอร์ อีกวัน คือปรับลดลง 0.22 บาท ราคาหุ้นโดนเทขายถล่มลงมาเหลือเพียง 0.54 บาท ลดลง 28.95% และถึงแม้ตลาดหลักทรัพย์จะแจ้งว่าจะขึ้นเครื่องหมาย C กับ JKN แต่ก็จะมีผลในวันที่ 13 พ.ย.2566 คือ วันจันทร์นี้




