เมื่อเราทำงานมาได้ระยะหนึ่ง และสามารถเริ่มเก็บเงินได้แล้ว เงินเก็บก้อนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ก็คือ เงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งเงินสำรองฉุกเฉินนี้ ส่วนใหญ่จะเก็บเพื่อเป็นเงินก้อนไว้ใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ เพราะการไม่วางแผนการเงินทำให้ไม่มีมาตรการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และส่งผลต่อการสูญเสียโอกาสในด้านต่างๆ
อาชีพข้าราชการ : เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงสูงเพราะมีรายได้เป็นเงินประจำจากรัฐบาล แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำหรือเกิดวิกฤตต่าง ๆ ก็มักจะไม่ได้รับผลกระทบมาก การสำรองเงินฉุกเฉินจึงกำหนดได้ในระดับต่ำ เช่น สำรองเงินฉุกเฉินเอาไว้ 1-3 เดือน กรณีที่เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 20,000 - 60,000 บาท
อาชีพพนักงานเอกชน : เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงรองลงมาจากอาชีพราชการ ได้รายได้เป็นเงินเดือนประจำที่ค่อนข้างแน่นอน แต่เมื่อเกิดวิกฤตต่าง ๆ ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบในเรื่องของรายได้ก็มีโอกาสถูกให้ออกจากงาน ต้องหางานใหม่ จึงควรสำรองเงินฉุกเฉินในระหว่างหางานทำมากขึ้น เช่น ประมาณ 3-6 เดือน กรณีที่เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 60,000 - 120,000 บาท
อาชีพอิสระ หรือ Freelance : เป็นอาชีพที่เราจะต้องเป็นนายตัวเอง รายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถและปริมาณงานที่ทำ ซึ่งหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจะเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด อาจจะตกงานได้ยาวจนกว่าวิกฤตจะคลี่คลายหรือจนกว่าจะผันตัวไปทำงานอย่างอื่น การทำอาชีพอิสระนั้นจึงควรมีเงินสำรองสูงที่สุด เช่น 6 - 12 เดือน กรณีที่เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 120,000 - 240,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมเอาไว้เพื่อรองรับวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน เริ่มต้นจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และพิจารณาความมั่นคงของอาชีพที่ทำเพื่อกำหนดว่าจะต้องสำรองเงินยาวนานแค่ไหนให้เหมาะสมกับตัวเอง
เริ่มเก็บเงินฉุกเฉินควรทำอย่างไร ลองเริ่มจากหักรายได้มาเก็บเอาไว้เดือนละ 500 บาท หรือ สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออกว่าจะดึงเอาค่าใช้จ่ายส่วนไหนมาออมเป็นเงินฉุกเฉินดี อาจจะเริ่มจากดูค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบัตรเครดิต, ค่าผ่อนสินเชื่อเงินกู้, ค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าน้ำ ค่าไฟ
เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร
เงินเก็บที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หรือมีเหตุการณ์อะไรที่จำเป็นต้องใช้เงินแบบกระทันหันเร่งด่วน โดยไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ เช่น เข้าโรงพยาบาล, เกิดอุบัติเหตุ ,ซ่อมรถยนต์ หรือ ตกงานกระทันหัน เป็นต้น โดยลักษณะของเงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีสภาพคล่องสูง สามารถเบิกถอนได้ในทันที เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือหน่วยลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง สามารถนำมาใช้จ่ายได้ในระยะเวลา 1-2 วันเงินสำรองฉุกเฉิน มีเท่าไหร่ถึงจะพอ
เงินสำรองฉุกเฉินของแต่ละคนนั้น จะอยู่ที่ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน หรือให้พอใช้ไปอีกใน 3 – 6 เดือน จำนวนเงินที่ควรจะเผื่อเอาไว้ในการสำรองเป็นเงินฉุกเฉินนั้น ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและความมั่นคงในอาชีพต่างๆ หรือ ขึ้นอยู่กับการประเมิน ประสบการณ์และมุมมองในการจัดการทางการเงินของตัวเอง ตัวอย่างเช่นอาชีพข้าราชการ : เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงสูงเพราะมีรายได้เป็นเงินประจำจากรัฐบาล แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำหรือเกิดวิกฤตต่าง ๆ ก็มักจะไม่ได้รับผลกระทบมาก การสำรองเงินฉุกเฉินจึงกำหนดได้ในระดับต่ำ เช่น สำรองเงินฉุกเฉินเอาไว้ 1-3 เดือน กรณีที่เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 20,000 - 60,000 บาท
อาชีพพนักงานเอกชน : เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงรองลงมาจากอาชีพราชการ ได้รายได้เป็นเงินเดือนประจำที่ค่อนข้างแน่นอน แต่เมื่อเกิดวิกฤตต่าง ๆ ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบในเรื่องของรายได้ก็มีโอกาสถูกให้ออกจากงาน ต้องหางานใหม่ จึงควรสำรองเงินฉุกเฉินในระหว่างหางานทำมากขึ้น เช่น ประมาณ 3-6 เดือน กรณีที่เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 60,000 - 120,000 บาท
อาชีพอิสระ หรือ Freelance : เป็นอาชีพที่เราจะต้องเป็นนายตัวเอง รายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถและปริมาณงานที่ทำ ซึ่งหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจะเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด อาจจะตกงานได้ยาวจนกว่าวิกฤตจะคลี่คลายหรือจนกว่าจะผันตัวไปทำงานอย่างอื่น การทำอาชีพอิสระนั้นจึงควรมีเงินสำรองสูงที่สุด เช่น 6 - 12 เดือน กรณีที่เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินฉุกเฉินไว้ 120,000 - 240,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมเอาไว้เพื่อรองรับวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน เริ่มต้นจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และพิจารณาความมั่นคงของอาชีพที่ทำเพื่อกำหนดว่าจะต้องสำรองเงินยาวนานแค่ไหนให้เหมาะสมกับตัวเอง
เริ่มเก็บเงินฉุกเฉินควรทำอย่างไร ลองเริ่มจากหักรายได้มาเก็บเอาไว้เดือนละ 500 บาท หรือ สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออกว่าจะดึงเอาค่าใช้จ่ายส่วนไหนมาออมเป็นเงินฉุกเฉินดี อาจจะเริ่มจากดูค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบัตรเครดิต, ค่าผ่อนสินเชื่อเงินกู้, ค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าน้ำ ค่าไฟ




