สถานการณ์อีก 9 ปีจากนี้ หรือ พ.ศ. 2576 ประเทศไทยจะเป็น Super-Aged Society ระดับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด หรือ มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20 % ของประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดงานงาน Aged Society สู่ Happy Young old ขึ้นโดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร่วมแชร์มุมองที่น่าสนใจ

แรมรุ่ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมว่าในอนาคตประชากรไทย วัยแรงงาน 1 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ตามสถานการณ์ทางสังคมที่เด็กเกิดน้อย และผู้สูงอายุมีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งตามนโยบายรัฐก็มีสวัสดิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้
ตามกฎหมาย รัฐบาลมี พรบ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 โดยเป็นนโยบายที่รองรับสังคมสูงวัย มี 4 เรื่อง 1.การเตรียมความพร้อมของประชากรวัยสูงอายุ คือ การเตรียมความพร้อมก่อนสูงวัย 2.การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุทุกมิติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 3.การปฏิรูปและบูรณาการระบบบริหารเพื่อรองรับสังคงสูงวัยอย่างมีคุณภาพ 4.เพิ่มศักยภาพการวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสูงวัย

โดยในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “เรื่องชวนคิด ออกแบบชีวิต เกษียณสุข” เริ่มต้นจาก โอภาส ศรีฉันทะมิตร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ผู้สูงอายุไทย อายุ 60 บริบูรณ์ขึ้นไปมีสิทธิ เและ สวัสดิการตามกฎหมายที่หลากหลาย เช่น สิทธิในการออม สิทธิในกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งแต่ละบุคคลจะได้สิทธิได้ก็อยู่ที่การส่งเงินสมทบในช่วงเวลาที่อยู่ในวัยทำงาน และจะได้เป็นสวัสดิการในวัยเกษียณ
จากปัญหา ที่พบจากรายงานของ กระทรวงพม. คือ พบว่า ผู้สูงอายุกว่า 41% ไม่รับทราบสิทธิของตัวเองในช่วงเกษียณ และไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงในแง่ของสิทธิ เช่น เมื่ออายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ จะได้รับสิทธิการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ฟรี ทั่วประเทศเป็นต้น หรือ แม้กระทั่งมิติด้านอื่นๆ เช่น สิทธิด้านสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งเดินหน้าสร้างความเข้าใจกับกลุ่มคนสูงวัยตั้งแต่วันนี้
ขณะที่ ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงษ์ อุรพิพัฒนพงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวถึง หัวใจสำคัญของการเกษียณแบบสุขใจ สุขกาย มี 2 ประเด็น คือ
1.ดูแลพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สินให้ดี กรณีที่ผู้สูงอายุ มีที่ดินเยอะ แนะนำให้ขาย เพื่อเปลี่ยนเป็นสภาพคล่อง เป็นเงินสด และเอาไปใช้จ่ายเป็นค่าดูแลให้กับเนอร์สซิ่งโฮมคุณภาพดี
2.พินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will หรือ การไม่ยื้อความตาย นั่นคือ การแสดงเจตจำนงของตัวเองในยามเจ็บป่วยเพื่อนำไปสู่การวางแผนจัดการทรัพย์ ซึ่งต้องริ่มต้นตั้งแต่ผู้สูงอายุยังมีสติสัมปชัญญะดี เตรียมความพร้อมเมื่อเริ่มเป็นคนไร้ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ หรือ แม้กระทั่งการจัดการชีวิตหลังความตาย การจัดงานศพที่วัด การดำเนินการต่างๆ ซึ่งถือเป็นสัจธรรมของชีวิตเพื่อให้ผู้สูงอายุ รู้สึกจากไปอย่างมีคุณค่า ไม่เดือดร้อนลูกหลาน

สังคมเดี่ยวกำลังเกิดขึ้นมาในประเทศไทย ดังนั้น พินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will หรือ การไม่ยื้อความตาย เป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งคนที่ไม่มีลูกหลาน หรือ มีลูกหลาน ต้องวางแผนไว้
— ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงษ์ อุรพิพัฒนพงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด
วศิน วัฒนวรกิจกุล นายกสมาคมนักวางแผนทางการเงินไทย กล่าวว่า หลักการเรื่องการลงทุน คนที่สำหรับการเกษียณแล้ว ด้านความมั่นคั่งด้านการเงินด้วยแบ่ง เงินเป็น 5 ก้อน สำหรับการใช้หลังเกษียณ
1.เตรียมไว้ใช้จ่าย 1-2 ปีแรก เหมาะกับลงทุนด้วยการฝากธนาคารกองทุน ถอนแบบมีสภาพคล่อง
2.เตรียมไว้ใช้ปีที่ 3-5 ปีแรก เหมาะกับลงทุนด้วยการลงทุนในตราสารหนี้
3.เตรียมไว้ใช้ปีที่ 5-10 ปีแรก เหมาะกับลงทุนด้วยการลงทุนในหุ้น สัดส่วนราว 20%
4.เตรียมไว้ใช้ปี 11-20 ปีแรก เหมาะกับลงทุนด้วยการลงทุนหุ้น สัดส่วน มากกว่า 20 %
5.สำรองไว้ยามฉุกเฉิน เมื่อจำเป็น เก็บไว้ตลอดอายุเกษียณ

สำคัญที่สุด คือ การทำประกันเพื่อช่วยในการดูแลด้านการเงินในช่วงเวลาที่เจ็บป่วย ซึ่งหลักการที่สามารถนำไปใช้ได้ตลอด คือ พออายุมากขึ้น การลงทุนอาจจะไม่ได้เน้นเติบโต แต่ให้เน้นกระแสะเงินสด เน้นเรื่อง Income มากกว่า Growth
— วศิน วัฒนวรกิจกุล นายกสมาคมนักวางแผนทางการเงินไทย




