ตีกลับวงเงินมาตรการบริหารจัดการข้าวปี 2566/67 วงเงิน 6.9 หมื่นล้าน

1 พ.ย. 2566 - 16:35

  • ไปปรับปรุงมาตรการ และนำมาเสนอให้ที่ประชุม นบข.ใหม่

  • แต่เห็นด้วยกับแนวทางการชะลอการขายข้าวของเกษตรกร

economy_thailand_ministry_of_commerce_rice_budget_paddy_SPACEBAR_Hero_0b6b040a02.jpg

วันนี้(1 พ.ย.66) ที่ทำเนียบรัฐบาล รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม นบข.ในวันนี้ยังไม่อนุมัติวงเงิน มาตรการบริหารจัดการข้าวเปลือกนาปี 2566/67 วงเงิน 6.9 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยแม้ว่าที่ประชุมจะเห็นด้วยกับแนวทางการชะลอการขายข้าวของเกษตรกร ในช่วงที่ผลผลิตข่าวนาปีออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของแนวทางการทำมาตรการทั้ง 4 ข้อ คือ สินเชื่อชะลอการขายข้าว, สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม, การชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก รวมทั้งมาตรการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่ประชุมมีมติให้ไปปรับปรุงมาตรการ และนำมาเสนอให้ที่ประชุม นบข.ใหม่อีกครั้งที่จะมีการประชุมในเดือนถัดไป

สำหรับข้อเสนอที่ประชุมให้ความสำคัญในวันนี้ เช่น การเพิ่มบทบาทจำนำยุ้งฉางของสหกรณ์การเกษตร ที่อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยให้มีบทบาทเข้ามารับซื้อข้าวจากเกษตรกรมากขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้รายงานว่าปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีศักยภาพสามารถช่วยชาวนาเก็บข้าวไว้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตได้ถึง 600 แห่ง  

ส่วนของมาตรการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยช่วยไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละ 20,000 บาทวงเงินประมาณ 5.63 หมื่นล้านบาทนั้น ที่ประชุมยังไม่ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือชาวนาในส่วนนี้ โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูเรื่องการลดต้นทุนการปลูกข้าวของชาวนา โดยมอบหมายให้ตั้งกรรมการ 3 ฝ่าย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนจากสมาคมชาวนาไทย เพื่อดูว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้เท่าไหร่ แล้วหากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้ก็ให้มีการเสนอกลับมาที่ประชุม นบข.ในครั้งถัดไป

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในการหารือในที่ประชุม นบข. ได้มีการแปรเปลี่ยนจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอมาทั้ง 4 มาตรการ ส่วนวัตถุประสงค์ไม่ได้ขัดข้องอะไร และเปลี่ยนวิธีการการ เบื้องได้ให้เกษตรกรผ่านสหกรณ์การเกษตร 4,000 แห่ง จากการตรวจสอบมีสหกรณ์การเกษตร 600 ที่แอคทีฟแข็งแรง เป็นลูกค้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.)สามารถติดตามได้  ดังนั้นจะใช้มาตรการที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นมาตรการที่ใช้สหกรณ์การเกษตรที่ชาวนาเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เข้ามาดำเนินการแทนเพื่อที่จะดำเนินการ

ทั้งนี้การแก้ปัญหาที่ใช้มาตรการที่ได้หารือกันแล้วทั้ง 3 ส่วน โดยให้ ธ.ก.ส. กับกระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพในการพูดคุย และกระทรวงเกษตร เสนอให้สถาบันการเกษตรเป็นผู้ดำเนินการหลัง ที่ประชุม น.บ.ข. ก็ได้ให้กระทรวงเกษตรไปดำเนินการ โดยให้กรมวิชาการเกษตรไปดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้   ดังนั้นมาตรการขั้นแรกที่ใช้สถานบันเกษตรกร โดยสหกรณ์การเกษตรเป็นกลไลหลักในการแก้ไขและจะมอบให้ ธ.ก.ส. เข้ามาแก้ไข โดยให้ รมช.คลัง และ รมว.เกษตร เป็นผู้ประสานในกลไกนี้เพื่อให้มาตรการนี้สามารถดำเนินการได้

economy_thailand_ministry_of_commerce_rice_budget_paddy_SPACEBAR_Photo01_aa3d72a787.jpg
รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

“สิ่งที่ห่วงไยขณะนี้คือ คาดการณ์ว่าราคาข้าวจะสูงและเราคิดว่าจะสามารถดำเนินการได้ถ้าเก็บสต็อกเป็นอย่างดี ดังนั้นในช่วงสถานการณ์ที่ผลิกผันโลกนั้น จึงเสนอให้มีการประชุมบอร์ดทุกเดือนในช่วงนี้เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันเวลา ขณะเดียวกันหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการเกษตรและกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เราก็จะเฝ้าติดตามกันต่อไป ทั้งหมดนี้หากสามารถดำเนินการได้ ธ.ก.ส. จะเป็นผู้พิจารณาและเพื่อดำเนินการก็จะสามารถรับรองทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ หรือสหกรณ์การเกษตรเป็นผู้รองรับกลไกนี้ จะเป็นกลไกหลักที่จะสามารถตอบสนองในช่วงนี้ได้”

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

ส่วนโรงสีที่มีการดำเนินการเขาก็มีวงเงินที่ธนาคารกรุงไทย แต่ถูกตัดกรอบวงเงินไปมากพอสมควร เฉพาะนั้นจำนวนเงินหมุนเวียนที่จะนำมาส่งเสริมโครงการก็จะมีปัญหาไม่สามารถผลักดันให้สมบูรณ์ นบข. จึงได้ให้กระทรวงการคลังไปเจรจากับธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ธนาคารกรุงไทยพิจารณาแก้ปัญหาของโรงสีซึ่งเป็นลูกค้าเก่าอยู่แล้วสามารถที่จะขยายสินเชื่อเพื่อรองรับที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ รายละเอียดกระทรวงการคลังและโรงสีจะเป็นผู้ดำเนินการแก้ปัญหาโดยหารือกับธนาคารกรุงไทย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์