หลังจากที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน มีแนวคิดและเตรียมจะอนุญาตให้สถานบันเทิงสามารถเปิดบริการได้จนถึงเวลาตี 4 (04:00 น.) โดยจะเริ่มในวันที่ 15 ธันวาคมปีนี้ เพื่อต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลปีใหม่ปี 2567
การเปิดสถานีบริการได้ถึงตี 4 ทำให้เกิดความวิตกกันว่า อาจจะทำให้ปัญหา ‘เมาแล้วขับ’ จะมีมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่ปัญหาอุบัติเหตุ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิต และทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น
ความกังวลดังกล่าว ทำให้ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ตัดสินใจไปยื่นหนังสือถึง นายกฯรัฐมนตรี แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ยระบุว่าหากรัฐบาลต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องคำนึงถึงปัญหาทางสังคมที่จะตามมา โดยเฉพาะปัญหา ‘เมาแล้วขับ’ ที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ที่สร้างความเสียหายตามมา
มูลนิธิเมาไม่ขับ มีข้อเสนอรวม 3 ข้อ ให้รัฐบาลดำเนินการ คือ
- มีกฎหมายกำหนดให้มีการตรวจแลกอฮอล์ทุกครั้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต และกำหนดฐานความผิดของเจ้าหน้าที่ กรณีละเลยไม่ตรวจแอลกอฮอล์กับผู้ก่อเหตุ
- ขอให้พิจารณาแก้กฎหมาย เพิ่มบทลงโทษผู้ที่เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิต จากเดิมมีโทษจำคุก 3-10 ปี เป็น 12-15 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการรอลงอาญา ที่ระบุว่าหากโทษไม่ถึง 5 ปีสามารถรอลงอาญา ซึ่งส่วนใหญ่คดีเหล่านี้หากสารภาพจะได้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
- ขอให้มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการสถานบันเทิงต้องมีส่วนรับผิดชอบ กรณีปล่อยปละละเลยให้ผู้ใช้บริการเมาแล้วขับไปชนคนจนได้รับบาดเจ็บ หรือมีผู้เสียชีวิต
ส่วนกรณีที่มีแนวคิดของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะปลดล็อคการกำหนดให้เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์กจากลมหายใจ ไม่เป็นเครื่องมือแพทย์นั้น นพ.แท้จริง มองว่า ไม่มีประโยชน์หากไม่มีมาตรการบังคับสถานบันเทิงให้ตรวจผู้มาเที่ยว เพราะคงไม่มีสถานบันเทิงรายใดที่อยากจะตรวจวัดแอลกอฮอล์ลูกค้า ยกเว้นจะเป็นมาตรการบังคับ
นพ.แท้จริง ระบุว่า การปลดล็อคเรื่องเครื่องมือแพทย์นั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร เพราะจริงแล้วที่กำหนดไว้ เพราะเราต้องการให้เครื่องวัดมีมาตรฐาน ผ่านการตรอจสอบของคณะกรรรมการอาหารและยา (อ.ย.) แต่ไม่ได้มีข้อจำกัดที่คนธรรมดาจะซื้อไม่ได้ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้




