ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต, รองศาสตราจารย์, ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย รองศาสตราจารย์, ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ เป็นจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 155/2566 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
โดยคำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร และเป็นพนักงานผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 เป็นกรรมการ กสทช. ส่วนผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นพนักงาน ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช.
เหตุคดีเกิดจากเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีคำสั่งคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ลับ) ที่ 7/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นบุคคลที่ผู้ถูกร้อง เป็นผู้เสนอให้เข้ามาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการเองทั้งสิ้น อันอาจมีการกระทำเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องและมติที่ ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ที่ได้ทำไว้กับสำนักงาน กสทช.
ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2566 คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จัดทำรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง (ลับ) โดย คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวได้ประชุมพิจารณามีความเห็นในการประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 6/2566 ด้วยคะแนนเสียงส่วนมาก 4 เสียง มีความเห็นว่า กรณีการดำเนินการสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่ ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Mou) ที่ได้ทำกับสำนักงาน กสทช. ส่วนอนุกรรมการอีก 2 เสียง ไม่ลงความเห็น ความเห็นของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นแต่เพียงความเห็นลอยๆ ว่า อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง
มติที่ ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เท่านั้น
และในวันประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 : รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสานักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด รายการแข่งขัน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น ที่ประชุมได้มีมติ รับทราบรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินการของสานักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และมีการพิจารณาข้อเสนอตามรายงานฯ ที่เสนอว่า การดำเนินการของ การกระทำของไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล (โจทก์) รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบ สุดท้าย อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องและมติ ที่ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนจากกองทุน กทปส. ตลอดจน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ที่ได้ทำไว้กับสำนักงาน กสทช.
ผู้ถูกฟ้องได้ลงมติ เสียงข้างมากให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และลงมติให้มีการเปลี่ยนตัว รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (หมายถึงโจทก์) จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่พิจารณาลงมติระเบียบวาระเป็นการกระทำที่ขัดต่อ ระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วย ข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ พ.ศ. 2555 ข้อ 21 และข้อ 29
ผู้ถูกร้องในฐานะ กสทช. ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการลงมติให้ประธานกรรมการ หรือสำนักงาน กสทช. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ผู้ถูกร้องทั้ง 4 ได้สมคบกันเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช. โดยวาง แผนการและแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้ที่ประชุม กสทช. ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 วาระที่ 5.22 มีมติปลดโจทก์ออกจากตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ จึงเสนอให้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นผู้รักษาการเลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์ จะเห็นได้จากพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนที่ได้ร่วมกันวางแผนและดำเนินการ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ก่อนจะมีการประชุม ยังมี ข้อ 2 ที่ว่า การกระทำของ กกท. และพนักงานที่เกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่ประชุมของ กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ได้ทำไว้กับสำนักงาน กสทช. จึงสมควรส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ กรณีดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ต่อไป
การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ระเบียบ และเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตแม้จะได้รับการทักท้วงและคัดค้านจากประธาน และกรรมการเสียงข้างน้อยก็ตาม
ที่ประชุม กสทช. จะได้มีการพิจารณาทบทวนมติดังกล่าว และมีการลงมติใหม่อีกครั้งให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตาม ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565 แล้วก็ตาม แต่ด้วยเจตนาทุจริตผู้ถูกร้องยืนยันเสนอและลงมติไม่เห็นชอบให้โจทก์ดารงตำแหน่งรักษาการ เลขาธิการ กสทช. จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้ผู้ถูกร้องที่ 5 มาดำรงตำแหน่งแทน ผู้ถูกร้องลงมติ เห็นชอบ ทั้งที่ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาการแทน การปฏิบัติการแทน และการปฏิบัติงานเฉพาะ อย่างแทน ในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. และพนักงาน กสทช. พ.ศ. 2555 ในข้อ 6 กำหนดให้ประธาน โดยการเห็นชอบของ กสทช. แต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งตามเห็นสมควรเป็นผู้รักษาการแทน จึงเป็น อำนาจของประธานโดยแท้ในการที่จะเสนอผู้ใดตามที่เห็นสมควร
ผู้ถูกร้องทราบดีว่าประธาน กสทช. ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่สามารถลงนามคำสั่งแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นรักษาการแทนเลขาธิการ ตามมติที่ประชุมได้ ผู้ถูกร้องที่ 5 มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งฯ ของโจทก์ที่ให้รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2566 จำเลยทั้ง 4โดยทุจริตเพื่อให้ผู้ถูกร้องที่ 5 ได้เข้ารับ ตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้เร่งรีบจัดทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึงผู้ถูกร้องที่ 5 ในฐานะ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ให้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ การที่ผู้ถูกร้องที่ 5 มีคำสั่งแต่งตั้งให้ บุคคลภายนอกมาเป็นประธานกรรมการสอบสวน ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องมีการติดต่อประสานกับบุคคลนั้น ก่อนว่ายินดีจะรับเป็นประธานกรรมการสอบสวนหรือไม่ และต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมี คุณสมบัติตามประกาศฯ ข้อ 3 หรือไม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ผู้ถูกร้องที่ 5 ซึ่งเพิ่งได้รับหนังสือจากผู้ถูกร้องเพียงวัน กลับสามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ได้ทันที แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องที่ 5 รับรู้ล่วงหน้าและสมคบกับผู้ถูกร้องทั้ง 4 มาก่อนจึงได้จัดเตรียมและติดต่อบุคคลที่ตนเองไว้ใจได้มารับหน้าที่เป็นประธาน
การสอบสวนไว้ก่อนแล้ว ทำให้สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนได้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา รู้ดีอยู่แล้วว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ไม่ใช่ คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสืบสวน ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือมี กรณีเป็นที่สงสัยว่ามีผู้ใดกระทาผิดวินัย
แต่ผู้ถูกร้อง กลับลงมติโดยถือเอา รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มาเป็นรายงาน การสืบสวนทางวินัย และนามาใช้เป็นมูลเหตุในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยกับโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย กฎหมาย และไม่เป็นไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารบุคคล พ.ศ. 2565 ข้อ 57 และข้อ 58 การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งหมดทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (ตามคำสั่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ที่ 2/2563) ได้รับความเสียหาย ต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน ถูกเสนอให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ก่อให้เกิดความสับสน ความแตกแยกในหมู่พนักงาน เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เพราะมีข่าวออกเผยแพร่ทันที ภายหลังการประชุม กสทช. เสร็จสิ้น รวมถึงหมดโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานจากการกระทำของจำเลยทั้ง 5 ทำให้โจทก์ได้รับผลกระทบต่อการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช. ซึ่งจะมีขึ้นในภายภาคหน้าต่อไปด้วย
จำเลยที่ 5 เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงาน กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นผู้รักษาการแทนโจทก์ แต่ผู้ถูกร้องที่ 5 โดยเจตนาทุจริตกลับ จัดทำบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด (ลับ) ส่วนงานเลขานุการ กสทช. สายกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (สท.) ที่ สทช 2300/58 วันที่ 16 มิถุนายน 2566 แต่งตั้งตนเองเป็นพนักงานผู้รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์ โดยมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และตนเองจะได้ดำรงตำแหน่งแทน
จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการสนับสนุนการกระทาความผิดผู้ถูกร้องทั้ง 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย เป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือตาแหน่ง หน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 1
โดยคำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร และเป็นพนักงานผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 เป็นกรรมการ กสทช. ส่วนผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นพนักงาน ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช.
เหตุคดีเกิดจากเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีคำสั่งคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ลับ) ที่ 7/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นบุคคลที่ผู้ถูกร้อง เป็นผู้เสนอให้เข้ามาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการเองทั้งสิ้น อันอาจมีการกระทำเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องและมติที่ ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ที่ได้ทำไว้กับสำนักงาน กสทช.
ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2566 คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จัดทำรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง (ลับ) โดย คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวได้ประชุมพิจารณามีความเห็นในการประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 6/2566 ด้วยคะแนนเสียงส่วนมาก 4 เสียง มีความเห็นว่า กรณีการดำเนินการสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่ ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Mou) ที่ได้ทำกับสำนักงาน กสทช. ส่วนอนุกรรมการอีก 2 เสียง ไม่ลงความเห็น ความเห็นของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นแต่เพียงความเห็นลอยๆ ว่า อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง
มติที่ ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เท่านั้น
และในวันประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 : รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสานักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด รายการแข่งขัน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น ที่ประชุมได้มีมติ รับทราบรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินการของสานักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และมีการพิจารณาข้อเสนอตามรายงานฯ ที่เสนอว่า การดำเนินการของ การกระทำของไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล (โจทก์) รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบ สุดท้าย อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องและมติ ที่ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนจากกองทุน กทปส. ตลอดจน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ที่ได้ทำไว้กับสำนักงาน กสทช.
ผู้ถูกฟ้องได้ลงมติ เสียงข้างมากให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และลงมติให้มีการเปลี่ยนตัว รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (หมายถึงโจทก์) จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่พิจารณาลงมติระเบียบวาระเป็นการกระทำที่ขัดต่อ ระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วย ข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ พ.ศ. 2555 ข้อ 21 และข้อ 29
ผู้ถูกร้องในฐานะ กสทช. ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการลงมติให้ประธานกรรมการ หรือสำนักงาน กสทช. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ผู้ถูกร้องทั้ง 4 ได้สมคบกันเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช. โดยวาง แผนการและแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้ที่ประชุม กสทช. ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 วาระที่ 5.22 มีมติปลดโจทก์ออกจากตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ จึงเสนอให้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นผู้รักษาการเลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์ จะเห็นได้จากพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนที่ได้ร่วมกันวางแผนและดำเนินการ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ก่อนจะมีการประชุม ยังมี ข้อ 2 ที่ว่า การกระทำของ กกท. และพนักงานที่เกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่ประชุมของ กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ได้ทำไว้กับสำนักงาน กสทช. จึงสมควรส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ กรณีดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ต่อไป
การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ระเบียบ และเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตแม้จะได้รับการทักท้วงและคัดค้านจากประธาน และกรรมการเสียงข้างน้อยก็ตาม
ที่ประชุม กสทช. จะได้มีการพิจารณาทบทวนมติดังกล่าว และมีการลงมติใหม่อีกครั้งให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตาม ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565 แล้วก็ตาม แต่ด้วยเจตนาทุจริตผู้ถูกร้องยืนยันเสนอและลงมติไม่เห็นชอบให้โจทก์ดารงตำแหน่งรักษาการ เลขาธิการ กสทช. จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้ผู้ถูกร้องที่ 5 มาดำรงตำแหน่งแทน ผู้ถูกร้องลงมติ เห็นชอบ ทั้งที่ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาการแทน การปฏิบัติการแทน และการปฏิบัติงานเฉพาะ อย่างแทน ในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. และพนักงาน กสทช. พ.ศ. 2555 ในข้อ 6 กำหนดให้ประธาน โดยการเห็นชอบของ กสทช. แต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งตามเห็นสมควรเป็นผู้รักษาการแทน จึงเป็น อำนาจของประธานโดยแท้ในการที่จะเสนอผู้ใดตามที่เห็นสมควร
ผู้ถูกร้องทราบดีว่าประธาน กสทช. ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่สามารถลงนามคำสั่งแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 5 เป็นรักษาการแทนเลขาธิการ ตามมติที่ประชุมได้ ผู้ถูกร้องที่ 5 มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งฯ ของโจทก์ที่ให้รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2566 จำเลยทั้ง 4โดยทุจริตเพื่อให้ผู้ถูกร้องที่ 5 ได้เข้ารับ ตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้เร่งรีบจัดทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึงผู้ถูกร้องที่ 5 ในฐานะ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ให้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ การที่ผู้ถูกร้องที่ 5 มีคำสั่งแต่งตั้งให้ บุคคลภายนอกมาเป็นประธานกรรมการสอบสวน ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องมีการติดต่อประสานกับบุคคลนั้น ก่อนว่ายินดีจะรับเป็นประธานกรรมการสอบสวนหรือไม่ และต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมี คุณสมบัติตามประกาศฯ ข้อ 3 หรือไม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ผู้ถูกร้องที่ 5 ซึ่งเพิ่งได้รับหนังสือจากผู้ถูกร้องเพียงวัน กลับสามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ได้ทันที แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องที่ 5 รับรู้ล่วงหน้าและสมคบกับผู้ถูกร้องทั้ง 4 มาก่อนจึงได้จัดเตรียมและติดต่อบุคคลที่ตนเองไว้ใจได้มารับหน้าที่เป็นประธาน
การสอบสวนไว้ก่อนแล้ว ทำให้สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนได้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา รู้ดีอยู่แล้วว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ไม่ใช่ คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสืบสวน ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือมี กรณีเป็นที่สงสัยว่ามีผู้ใดกระทาผิดวินัย
แต่ผู้ถูกร้อง กลับลงมติโดยถือเอา รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มาเป็นรายงาน การสืบสวนทางวินัย และนามาใช้เป็นมูลเหตุในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยกับโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย กฎหมาย และไม่เป็นไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารบุคคล พ.ศ. 2565 ข้อ 57 และข้อ 58 การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งหมดทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (ตามคำสั่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ที่ 2/2563) ได้รับความเสียหาย ต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน ถูกเสนอให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ก่อให้เกิดความสับสน ความแตกแยกในหมู่พนักงาน เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง เพราะมีข่าวออกเผยแพร่ทันที ภายหลังการประชุม กสทช. เสร็จสิ้น รวมถึงหมดโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานจากการกระทำของจำเลยทั้ง 5 ทำให้โจทก์ได้รับผลกระทบต่อการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช. ซึ่งจะมีขึ้นในภายภาคหน้าต่อไปด้วย
จำเลยที่ 5 เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงาน กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นผู้รักษาการแทนโจทก์ แต่ผู้ถูกร้องที่ 5 โดยเจตนาทุจริตกลับ จัดทำบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด (ลับ) ส่วนงานเลขานุการ กสทช. สายกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (สท.) ที่ สทช 2300/58 วันที่ 16 มิถุนายน 2566 แต่งตั้งตนเองเป็นพนักงานผู้รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์ โดยมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และตนเองจะได้ดำรงตำแหน่งแทน
จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการสนับสนุนการกระทาความผิดผู้ถูกร้องทั้ง 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย เป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือตาแหน่ง หน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 1




