นายกฯ เผยขึ้นค่าแรง - เงินเดือน ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาก่อน

6 พ.ย. 2566 - 13:18

  • นายกฯ สั่งให้ศึกษา ขึ้นค่าแรง-เงินเดือน

  • อีกครั้งที่กระสุนลั่น ให้ความหวัง แต่ยังไม่มีบทสรุป

  • ล่าสุด ยอมรับต้องศึกษาความเป็นไปได้ก่อน

economy_wage_salary_government_officer_labor_SPACEBAR_Hero_5f38a326b0.jpg

เช้าวันนี้ 6 พ.ย.66 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เรื่องดังกล่าวมีเอกสารสั่งการใช้ศึกษาเรื่องความเป็นไปได้ในการที่จะดูในเรื่องของเงินเดือน ซึ่งกระทรวงแรงงานกำลังพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำอยู่ ซึ่งถ้าจะยกระดับก็ต้องดูทั้งหมดในทุกภาคส่วน ได้มอบให้คณะทำงานศึกษาและมารายงานกลับ ภายในสิ้นเดือนนี้ว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากการศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นค่าแรง หลังศึกษาแล้วจะมีกรอบหรือไม่จะขึ้นภายในปีงบประมาณไหน นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องมานั่งดูอีกที ถึงได้บอกว่าต้องมีการศึกษาเกิดขึ้น ซึ่งสืบเนื่องตามที่เคยพูดไปแล้วว่าเงินเดือนของข้าราชการและค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นมานานแล้ว เพราะปัจจุบันค่าครองชีพสูงขึ้นเยอะ เราก็เป็นห่วงพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสอดรับในเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นนโยบายของรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า หลักการถือว่าสอดคล้อง แต่จำนวนเงินเปอร์เซ็นต์ที่ขึ้น ก็ต้องว่ากันไปแต่ละภาคส่วน

เมื่อถามย้ำว่า ในส่วนของแรงงานจะขยับขึ้นได้เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ระบุว่า อาจจะไม่ได้ 400 บาทในทุกพื้นที่ เศรษฐา กล่าวว่า เดี๋ยวต้องมาฟัง รมว.แรงงานอีกครั้งหนึ่ง ถึงได้บอกว่าต้องมีการศึกษาอีกครั้งทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา นายกฯ เศรษฐา ได้สั่งการในที่ประชุมถึงแนวนโยบายในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และเงินเดือนข้าราชการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความเหมาะสมเป็นธรรม สอดคล้องและเพียงพอต่อปัจจัยด้านการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี 

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 66 ธวัชชัย จันทร์ไพศาลสิน ที่ปรึกษาประจําสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เรื่อง การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ และ การปรับอัตราเงินเดือนสําหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเรียน รองนายกรัฐมนตรี  ปานปรีย์ พหิทธานุกร ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการพลเรือน ให้เร่งรัดหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ร่วมกับ กระทรวงการคลัง สํานักงบประมาณ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเหมาะสม และเป็นไปได้ แนวทาง กรอบระยะเวลา และผลกระทบของการปรับอัตราเงินเดือนสําหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือน และเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจน และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบโดยเร็วภายในเดือนพฤศจิกายน 2566

นอกจากนี้ในหนังสือดังกล่าว ยังให้กระทรวงแรงงานเร่งรัดการศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว 

หลังจากมีกระแสข่าวดังกล่าวออกไป ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า อาจทำให้ทั้งในส่วนของแรงงาน และข้าราชการ มีความคาดหวังว่าจะได้ปรับอัตราค่าแรง และเงินเดือนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในด้านจิตวิทยา เพราะอาจทำให้แนวโน้มระดับราคาสินค้าอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังดังกล่าว และ หากผลในทางปฎิบัติไม่เกิดขึ้นจริงอาจกลายเป็นปัญหาทางการเมือง เช่นเดียวกับ ที่กำลังเกิดขึ้นกับ โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่มีกำลังมีปัญหา “ไม่ตรงปก”  

คาดว่าเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชัย วัชรงค์ ต้องออกมาว่า คำสั่งการของนายกฯ เป็นเพียงให้ไปศึกษาแนวทางว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ โดยให้พิจารณาอย่างรอบด้าน และรายงานกลับมา อาจจะทำหรือไม่ทำตามก็ได้ และตัวนายกฯ เศรษฐา ต้องออกมาสำทับในเรื่องนี้อีกครั้งในวันนี้ 

เรื่องการ “ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ” ครั้งล่าสุด ที่มีการปรับขึ้นเป็นในช่วงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดยเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558, พ.ร.บ.ระเบียบเงินเดือนเงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558, พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2558

สาระสำคัญคือให้ปรับเพิ่มเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของ ข้าราชการชั้นผู้น้อยทุกประเภทตั้งแต่ระดับ 1-7 ในอัตรา 4% ของเงินเดือนที่ได้รับอยู่ปัจจุบัน 

ขณะเดียวกันยังปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการทุกประเภททุกระดับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่ วันที่ 1 ธ.ค. 2557

การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและพนักงานราชการทุกประเภท 1.98 ล้านคน ใช้งบ 22,900 ล้านบาท ปรับเพิ่มให้ 3 ขั้น หรือประมาณ 10% สำหรับบัญชีเงินเดือนแบบช่วง มีข้าราชการอีก 6 ประเภท ได้ขึ้นเงินเดือนเพิ่มเติมอีก 1 ขั้น หรือ 4% ส่วนกลุ่มข้าราชการที่อัตราเงินเดือนเต็มเพดานแล้ว ให้นำค่าตอบแทนพิเศษมารวมเป็นเงินเดือนได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์