สงครามตะวันออกกลางกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ให้กลุ่ม EDGE บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาลอาบูดาบี ขยายตลาดอาวุธในระดับโลก หลังผลิตภัณฑ์ถูกพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงในสนามรบ โดยบริษัทเตรียมเปิดฐานการผลิตในยุโรปเพื่อรุกตลาดชาติสมาชิก NATO
จากสนามรบสู่ตลาดโลก
ตลอดห้วงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนานกว่า 6 เดือน มีโดรนและขีปนาวุธเกือบ 3,000 ลำถูกยิงเข้าใส่ UAE แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความกังวลด้านความมั่นคง แต่กลับเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ EDGE ในแง่ของการพิสูจน์ศักยภาพอาวุธ
คาลิด อัล ซาอาบี ประธานกลุ่มแพลตฟอร์มและระบบของ EDGE กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า ก่อนสงคราม บริษัทมีผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่รายการที่พิสูจน์ได้ว่าผ่านการทดสอบในสนามรบ แต่หลังสงคราม ผลิตภัณฑ์จำนวนมากได้รับการรับรองนั้นแล้ว ซึ่งถือเป็น "จุดขายสูงสุด" ที่ทำให้ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ระบบป้องกันภัยทางอากาศ หัวใจของการเติบโต
EDGE ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 จากการควบรวมบริษัทด้านกลาโหมของ UAE มีพนักงาน 19,000 คน และผลิตอาวุธหลากหลายประเภท ตั้งแต่โดรน ขีปนาวุธ ยานเกราะ ไปจนถึงเรือรบและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกจับตามองคือ SkyKnight ระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะสั้น คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2028 โดยบริษัท Halcon ในเครือ EDGE กำลังเร่งพัฒนาเป็นระยะๆ เพื่อให้พร้อมใช้งานเร็วขึ้น
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Halcon ซาอีด อัล ชัมซี เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งเน้นพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อรับมือกับการโจมตีด้วยโดรนหลายลำพร้อมกัน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ขีปนาวุธแพทริออตที่มีราคาสูงมาก
บุกยุโรปหลังตั้งสำนักงานที่ปารีส
เมื่อเดือนมิถุนายน EDGE เปิดสำนักงานใหญ่ในยุโรปที่กรุงปารีส พร้อมแผนขยายการผลิตและเข้าซื้อหุ้นในบริษัทอาวุธหลายแห่งทั่วยุโรป รวมถึงการตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์และโดรนในฝรั่งเศส
อัลเบิร์ต วีดาล นักวิจัยจากสถาบัน International Institute for Strategic Studies ระบุว่า หาก EDGE ต้องการก้าวสู่การเป็น 10 บริษัทอาวุธชั้นนำของโลก การเข้าถึงตลาดชาติ NATO ถือเป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญข้อกล่าวหาจากองค์กร Amnesty International ว่ายานเกราะของ EDGE ถูกใช้โดยกองกำลังกึ่งทหารในซูดาน ซึ่ง EDGE ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว









