ปิดท้ายในอีก 3 พรรคการเมือง สำหรับวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เริ่มจาก ‘ชาติพัฒนากล้า’ โชว์เร่งหนุนท่องเที่ยวโต 2 เท่า ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยแบบเร่งด่วน

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ขายนโยบายชาติพัฒนากล้า ‘งานดี มีเงิน ของไม่แพง’ ชูการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้โต อย่างน้อย 4-5% ด้วยปัจจัยใกล้ตัวที่ทำได้ง่าย และดันให้สุด อย่างภาคท่องเที่ยว ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย
จะเห็นได้ว่า การท่องเที่ยวเป็นภาคเดียวที่ไม่ต้องอาศัยกลไกใดๆ เพราะเมืองไทยมีดีทั้งอาหาร วัฒนธรรม ยืนยันได้จากช่วงนี้ ที่เปิดประเทศมาครึ่งปี ไทยมีนักท่องเที่ยวกลับมา 25 ล้านคน เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น และการท่องเที่ยว เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องการความเชื่อมั่น ไม่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ไม่เกี่ยวกับโลกร้อน ถ้าการท่องเที่ยวดี รายได้ก็จะเข้ามาสู่ชุมชนทั่วช่วยกระจายความเหลื่อมล้ำได้
ชาติพัฒนากล้า เห็นทิศทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่านการท่องเที่ยว จึงเสนอนโยบายให้เพิ่มนักท่องเที่ยว เพิ่มเป็น 2 เท่า ตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวใช้จ่าย และอยู่เที่ยวนานขึ้นราว 20% ก็จะทำให้มูลค่าเม็ดเงินการท่องเที่ยวไหลเข้ามาในระบบอยู่ที่ราว 5 ล้านล้านบาท เพิ่มจากที่เคยได้ 2 ล้านล้านบาท เพียงแค่สร้างการเติบโต และกระตุ้นท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
โดยรัฐบาลต้องช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว สินค้า เอาสตรีทฟู้ด รวมถึงซอฟต์พาวเวอร์มาใช้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว
ส่วนการส่งออกยังดีแม้จะชะลอตัวเล็กน้อย จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ ในกลุ่มตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ซึ่งตอนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ รวมถึงชาตินิยมที่จะต้องเน้นการลงทุนภาครัฐ - เอกชน เช่น EEC เร่งสร้างรถไฟ สนามบิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลและเราต้องใช้วิกฤตเป็นโอกาสเร่งปรับฐานเศรษฐกิจประเทศใหม่
จากนี้ไปไทยต้องดำเนินเศรษฐกิจโดยใช้จุดแข็ง คือ การเป็นมหาอำนาจทางการเกษตร ข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม ข้าวโพด ที่เรายังไม่หยิบมาใช้ใส่นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเต็มที่ หากทำได้ตามนี้เศรษฐกิจของเราจะกลับมาเร็วอย่างยั่งยืน
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตฯ ที่ตอนนี้ไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกเทคโนโลยีต่ำ แต่มีการนำเข้าสูง ทำให้เกิดภาวะเสียดุล ดังนั้น เราจึงใช้เทคโนโลยีในอุตฯ น้อยมาก วันนี้เราต้องกลับมารีโนเวทภาคอุตฯ ให้มีเทคโนโลยีมากขึ้น
ด้าน BCG, ESG ถือเป็นเรื่องใหม่ ที่ภาคอุตสาหกรรม ต้องเร่งทำความเข้าใจ ต้องเปลี่ยนให้เป็นจุดแข็ง เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ให้อยู่ได้ด้วยความยั่งยืน เสริมสร้างจุดแข็งของประเทศ พรรคชาติพัฒนากล้า จึงขอนำเสนอนโยบายอุตสาหกรรมเฉดสี มูลค่า 5 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเศรษฐกิจเป็นสีต่างๆ อาทิ สีเหลือง –ซอฟต์พาวเวอร์, สีเขียว – สิ่งแวดล้อม, สีขาว - ท่องเที่ยวสายมู, สีเงิน - ศกสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานนโยบายใหญ่ของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่เรียกว่า ‘งานดี มีเงิน ของไม่แพง’
จะเห็นได้ว่า การท่องเที่ยวเป็นภาคเดียวที่ไม่ต้องอาศัยกลไกใดๆ เพราะเมืองไทยมีดีทั้งอาหาร วัฒนธรรม ยืนยันได้จากช่วงนี้ ที่เปิดประเทศมาครึ่งปี ไทยมีนักท่องเที่ยวกลับมา 25 ล้านคน เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น และการท่องเที่ยว เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องการความเชื่อมั่น ไม่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ไม่เกี่ยวกับโลกร้อน ถ้าการท่องเที่ยวดี รายได้ก็จะเข้ามาสู่ชุมชนทั่วช่วยกระจายความเหลื่อมล้ำได้
ชาติพัฒนากล้า เห็นทิศทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่านการท่องเที่ยว จึงเสนอนโยบายให้เพิ่มนักท่องเที่ยว เพิ่มเป็น 2 เท่า ตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวใช้จ่าย และอยู่เที่ยวนานขึ้นราว 20% ก็จะทำให้มูลค่าเม็ดเงินการท่องเที่ยวไหลเข้ามาในระบบอยู่ที่ราว 5 ล้านล้านบาท เพิ่มจากที่เคยได้ 2 ล้านล้านบาท เพียงแค่สร้างการเติบโต และกระตุ้นท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
โดยรัฐบาลต้องช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว สินค้า เอาสตรีทฟู้ด รวมถึงซอฟต์พาวเวอร์มาใช้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว
ส่วนการส่งออกยังดีแม้จะชะลอตัวเล็กน้อย จำเป็นต้องหาตลาดใหม่ ในกลุ่มตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ซึ่งตอนนี้ยังมีช่องว่างอยู่ รวมถึงชาตินิยมที่จะต้องเน้นการลงทุนภาครัฐ - เอกชน เช่น EEC เร่งสร้างรถไฟ สนามบิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลและเราต้องใช้วิกฤตเป็นโอกาสเร่งปรับฐานเศรษฐกิจประเทศใหม่
จากนี้ไปไทยต้องดำเนินเศรษฐกิจโดยใช้จุดแข็ง คือ การเป็นมหาอำนาจทางการเกษตร ข้าว อ้อย ยาง มัน ปาล์ม ข้าวโพด ที่เรายังไม่หยิบมาใช้ใส่นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเต็มที่ หากทำได้ตามนี้เศรษฐกิจของเราจะกลับมาเร็วอย่างยั่งยืน
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตฯ ที่ตอนนี้ไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกเทคโนโลยีต่ำ แต่มีการนำเข้าสูง ทำให้เกิดภาวะเสียดุล ดังนั้น เราจึงใช้เทคโนโลยีในอุตฯ น้อยมาก วันนี้เราต้องกลับมารีโนเวทภาคอุตฯ ให้มีเทคโนโลยีมากขึ้น
ด้าน BCG, ESG ถือเป็นเรื่องใหม่ ที่ภาคอุตสาหกรรม ต้องเร่งทำความเข้าใจ ต้องเปลี่ยนให้เป็นจุดแข็ง เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ให้อยู่ได้ด้วยความยั่งยืน เสริมสร้างจุดแข็งของประเทศ พรรคชาติพัฒนากล้า จึงขอนำเสนอนโยบายอุตสาหกรรมเฉดสี มูลค่า 5 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเศรษฐกิจเป็นสีต่างๆ อาทิ สีเหลือง –ซอฟต์พาวเวอร์, สีเขียว – สิ่งแวดล้อม, สีขาว - ท่องเที่ยวสายมู, สีเงิน - ศกสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานนโยบายใหญ่ของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่เรียกว่า ‘งานดี มีเงิน ของไม่แพง’
‘ชาติไทยพัฒนา’ ชูการสร้างงาน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดร.สันติ กีระนันทน์ กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า วันนี้ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องกลับมาคิดว่าจะทำอุตสาหกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะ First Industry และ next gen Industry ที่ธุรกิจทุกขนาดต้องจูงมือไปด้วยกัน
สำหรับ 6 ประเด็นที่นำเสนอ คือ
1. เรื่องต้นทุนพลังงาน ที่โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยนมาก ไทยจะต้องถูกรื้อโครงสร้างไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด
2. เทคโนโลยีอุตฯ มีราคาแพง ผู้ประการรายกลาง - เล็กเข้าไม่ถึง ทำให้ต้องเอาจริงในการนำผลวิจัย มาเป็น Public domain
3. แรงงานไม่สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรม แม้จะบอกว่าไทยมีการว่างงานต่ำมาก แต่ส่วนใหญ่ยังขาดแคลนแรงงานสูง ต้องมีการ up skill - reskill
4. รัฐต้องส่งเสริมบริษัทใหญ่ให้ไปแข่งขันในตลาดโลก เพื่อแบ่งพื้นที่ตลาดในประเทศให้ผู้ประกอบการรายย่อย
5. ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ESG ที่พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอเป็นนโยบายหลัก เพื่อไม่ให้ไทยถูกกีดกันทางการค้าจากมาตรการ CBAM
6. เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ รวมกัน เหมือนกระทรวง MITI ของญี่ปุ่น เพื่อให้ตลาดนำการผลิต ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้อย่างแน่นอน
สำหรับ 6 ประเด็นที่นำเสนอ คือ
1. เรื่องต้นทุนพลังงาน ที่โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยนมาก ไทยจะต้องถูกรื้อโครงสร้างไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด
2. เทคโนโลยีอุตฯ มีราคาแพง ผู้ประการรายกลาง - เล็กเข้าไม่ถึง ทำให้ต้องเอาจริงในการนำผลวิจัย มาเป็น Public domain
3. แรงงานไม่สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรม แม้จะบอกว่าไทยมีการว่างงานต่ำมาก แต่ส่วนใหญ่ยังขาดแคลนแรงงานสูง ต้องมีการ up skill - reskill
4. รัฐต้องส่งเสริมบริษัทใหญ่ให้ไปแข่งขันในตลาดโลก เพื่อแบ่งพื้นที่ตลาดในประเทศให้ผู้ประกอบการรายย่อย
5. ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ESG ที่พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอเป็นนโยบายหลัก เพื่อไม่ให้ไทยถูกกีดกันทางการค้าจากมาตรการ CBAM
6. เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ รวมกัน เหมือนกระทรวง MITI ของญี่ปุ่น เพื่อให้ตลาดนำการผลิต ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้อย่างแน่นอน
‘ภูมิใจไทย’ เสนอใช้อุตสาหกรรมสายเขียว เคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ผู้นำตลาดโลก

ภาดาท์ วรกานนท์ ว่าที่ผู้สมัครเขตดินแดง-พญาไท พรรคภูมิใจไทย
ระบุ 3 อุตสาหกรรมหลักสำคัญของไทยหรือ ‘อุตสาหกรรมสายเขียว’ จะต้องถูกผลักดันให้ได้ คือ1. อุตสาหกรรมชีวภาพ ที่ใช้พืชเกษตรไทยมาต่อยอด
2. อุตสาหกรรมอาหาร คงมาตรฐานไว้และผลักดันต่อ
3. อุตสาหกรรมการแพทย์ ใช้จุดแข็งจากพืชสมุนไพร อย่าง ‘กัญชา’ เพื่อการรักษาและสุขภาพให้เป็น Soft power ให้ได้ พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ต่อไปทุกบ้านจะต้องติดโซลาร์เซลล์
ภาดาท์ วรกานนท์ ว่าที่ผู้สมัครเขตดินแดง - พญาไท พรรคภูมิใจไทย เผยนโยบายหลักๆ ของพรรค คือการหยิบสิ่งที่ประเทศไทยมีดีอยู่แล้วในภาคอุตสาหกรรม มาต่อยอดให้ก้าวกระโดด ทั้งอุตสาหกรรมชีวภาพ, อาหาร, เกษตร, สมุนไพร และอุตฯ การแพทย์ หรือที่เรียกรวมว่า ‘อุตสาหกรรมสายเขียว’ ซึ่งตอนนี้กระทรวงอุตฯ ก็ทำได้ดี และรัฐบาลใหม่ก็สามารถสานต่องานได้ทันที
ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลพรรคใดที่ได้เข้ามา ต้องผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำในเรื่องของอุตฯ ชีวภาพในอาเซียนให้ได้ เนื่องจากจะทำให้เกิดการพัฒนาในภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็ง ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ไปสู่ท้องถิ่นลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมได้อย่างแน่นอน
ภาดาท์ ยังยกตัวอย่าง สมุนไพรกัญชา ที่เป็นไฮไลต์ไอเดียนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ที่สร้างเศรษฐกิจใหม่ที่จะเชื่อมภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ส่งเสริมและบริโภคสมุนไพร ซึ่งตอนนี้ยังเป็นตลาดที่บริสุทธิ์อยู่มาก เราสามารถเป็นผู้นำของโลกในการที่ผลิตกัญชาเพื่อรักษาและก็เพื่อสุขภาพได้ สิ่งนี้หากรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาส่งเสริมอย่างถูกต้องตั้งแต่การวิจัยการปลูกการผลิตเชื่อว่าภาคเอกชนสามารถต่อยอดได้อย่างไร้ขีดจำกัด และภูมิใจไทยจะขอปั้นให้ไทยเป็นเมืองแห่งสมุนไพร ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์กับประเทศ พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ต่อไปทุกบ้านจะต้องติดโซลาร์เซลล์



