เศรษฐกิจไทยบนทางแยกเลือกตั้ง หอการค้าไทยชง 6 วาระแห่งชาติ พรรคประชาธิปัตย์รับลูก หนุนโปร่งใส-ต้านคอร์รัปชัน
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ การเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงถูกจับตามองในฐานะ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของเศรษฐกิจไทย ว่าจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่น สร้างเสถียรภาพเชิงนโยบาย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มากน้อยเพียงใด โดยภาคธุรกิจคาดหวังว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่เพียงมีนโยบายที่ดี แต่ต้องสามารถผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง
ล่าสุด หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เปิดเวทีหารือกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ โดยมุ่งสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชนสู่ภาคการเมือง ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป
พจน์ ระบุว่า ปี 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเร่งเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขัน ระบบราชการ คุณภาพแรงงาน หนี้ครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
หอการค้าฯ มองว่า ความท้าทายหลักของประเทศไทยในระยะต่อไปไม่ใช่การขาดแคลนนโยบายใหม่ แต่คือความสามารถในการ “แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง” อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว

ในการหารือครั้งนี้ หอการค้าไทยได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่เห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่
1. การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่ดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง
2. การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
3. โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ
4. การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
5. การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ
6. การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนที่มีอำนาจขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
พร้อมย้ำว่า “ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล” คือเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชัน การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่องและยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน

ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว โดยพรรคได้กำหนด 7 แนวทางหลัก ในการขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่ การปฏิรูประบบราชการให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวย (Enabler) การบริหารจัดการสินทรัพย์ภาครัฐอย่างโปร่งใส การยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ร่วมกับภาคเอกชน การเร่งเจรจาการค้าเสรีและผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD รวมถึงการเมืองที่สุจริต โปร่งใส และการปราบปรามคอร์รัปชันและทุนเทาอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้เชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเวทีเสวนาและกิจกรรมสำคัญหลายเวทีในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายต่อภาคธุรกิจและสาธารณชน ซึ่งสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในฐานะ “ผู้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทย” บนความคาดหวังว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ นโยบายชัดเจน และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างยั่งยืน





