ค่าไฟไทย ทำไมถึงแพง? ชี้ปมซ่อนในกลุ่มธุรกิจพลังงาน!

23 ม.ค. 2566 - 15:41

  • เวทีสาธารณะ ชี้ ‘ค่าไฟแพง’ แฝงไปด้วยปมซ่อน

  • ชี้ทางออก ให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่มอง รัฐดันโซลาร์บนหลังคา ‘ไม่สุด’ จึงต้องหยุดระหว่างทาง

Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Thumbnail_8e45c52094.jpeg

เวทีสาธารณะ ‘ทางออกอยู่ตรงไหน? ค่าไฟไทยในยุคของแพง ค่าแรงถูก’

ปมค่าไฟแพง กระพือปัญหาปากท้องรุนแรงขึ้น! โครงการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย จึงร่วมกับ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสาธารณะ หัวข้อ ‘ทางออกอยู่ตรงไหน? ค่าไฟไทยในยุคของแพง ค่าแรงถูก’ หวังทำความเข้าใจถึงราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น 

สฤนี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด วิเคราะห์ปัญหาค่าไฟแพง หยิบยกประเด็นหลักด้าน ‘ปริมาณไฟสำรองล้นประเทศ’ ประเมินกันว่าระบบกำลังผลิตไฟฟ้าของไทยมีพลังงานสำรองสูงถึงราว 35-50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามค่ามาตรฐานของการศึกษาควรจะสำรองไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์  

ซึ่งการสำรองไฟฟ้าล้นระบบเกินไปมากนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่หน่วยงานรัฐจัดหา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการใช้งานจริงก็ตาม ระบบนี้จึงถูกมองว่าไม่ยุติธรรม 

โดยหากจะยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ตามแผนผลิตไฟฟ้าปี 2565 ที่คาดว่า มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวม 100 หน่วย การสำรอง 15 เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐาน จึงต้องผลิตไฟฟ้า 115 หน่วย แต่ด้วยสถานการณ์โควิด ส่งผลให้มีการใช้ไฟจริงแค่ 70 หน่วย ดังนั้น การกันสำรองไฟฟ้าในปริมาณดังกล่าว จึงเหลือมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากตามแผนมีการคำนวณค่าไฟที่ 115 หน่วย ไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้แค่ 100 หรือ 70 ก็ต้องคิด 115 หน่วย  
Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Photo01_ddc594a407.jpeg
ผลของเรื่องนี้ จึงทำให้ประเทศไทยเรา มีปริมาณไฟฟ้าสำรองเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ไปมาก ประมาณการที่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว โดยข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่าในเดือนธันวาคม 2563 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้า 45,480 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2563 ที่ 28,637 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงถึง 37% หรือ 27% เมื่อหักส่วนนำเข้าไฟฟ้าออกไปแล้ว 

แต่ความล้นนี้ ยังไม่จบ เพราะยังจะมีการอนุมัติ ‘สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม’ และยังใช้การพยากรณ์ประมาณการใช้ไฟฟ้าในลักษณะเดิม
Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Photo02_82fa7548eb.jpeg
อีกหนึ่งสาเหตุที่ค่าไฟแพงขึ้น มาจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผลิตไฟฟ้า (ด้วยเหตุผล ก๊าซ LNG มีค่าความร้อนที่สูงถึง 52,000 BTU/Kg. จึงนิยมใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า) ขณะที่ช่วงที่ผ่านมา ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นมาก แหล่งก๊าซที่ใช้ทั้งอ่าวไทย และเมียนมา มีปริมาณน้อยลง จากการปลดระวาง และปัญหาการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานรายใหม่ ไทยจึงต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศในราคาสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลถึงแง่การใช้ LNG ในภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรมที่ต่างกัน และเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น  

เพราะในความเป็นจริง ประชาชนไม่ได้ใช้ราคาเนื้อก๊าซเท่ากับราคาภาคอุตสาหกรรม กล่าวได้ว่า เนื้อก๊าซที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโรงแยกก๊าซจ่าย ใช้ราคาก๊าซอ่าวไทย ซึ่งถูกกว่าราคาก๊าซจากทุกแหล่ง ขณะที่ก๊าซซึ่งใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้นมีราคามากกว่า 2 เท่า นี่จึงถือเป็นหนึ่งในความไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้บริโภคต้องรับภาระจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาก๊าซ แต่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กลับใช้ก๊าซจากอ่าวไทยในราคาถูกว่า และมีเสถียรภาพมากกว่า 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เป็นธรรมจาก ‘ท่อส่งก๊าซ’ เนื่องจากยังมีลักษณะการผูกขาด และมีการคิดค่าบริการ ‘ค่าผ่านท่อ’ โดยที่โรงแยกก๊าซยังจ่ายค่าผ่าท่อ ‘ถูกว่า’ ผู้ใช้ก๊าซรายอื่นๆ รวมถึงถูกกว่าโรงไฟฟ้าด้วย 

ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่อง ‘ค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง margin’ ที่ ปตท. บวกเพิ่มกับราคาเนื้อก๊าซที่ขายให้แก่โรงไฟฟ้า โดย ปตท. เรียกเก็บค่า margin 1.75% กับโรงไฟฟ้า กฟผ. และโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตอิสระรายใหญ่ แต่เรียกเก็บค่า margin สูงถึง 9.33% กับโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตรายเล็ก และ 80 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าที่เราใช้มาจากการผลิตของผู้ผลิตรายเล็ก
Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Photo03_4752842c5d.jpeg

ข้อเสนอหยุดโลกร้อน ลดค่าไฟ  

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แผนพัฒนากำลังไฟฟ้า (PDP) ในอดีตจะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 3 ปี แต่ปัจจุบันไทยยังคงใช้แผนของปี 2018 อยู่ ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ขณะที่การผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังมีการใช้ก๊าซ LNG ในการผลิตประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ในปริมาณมาก และเป็นก๊าซที่มีราคาแพง นั่นทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และมากไปกว่านั้นไทยยังลงทุนสร้างท่าเรือ LNG สร้างท่อขนส่งก๊าซเพิ่ม ซึ่งจะกลายเป็นภาระมัดมือประชาชนต่อไป 
Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Photo04_91144047ab.jpeg
ก่อนเสนอทางออกว่า “ไทยจะต้องหยุดอนุมัติ และชะลอการสร้างโรงไฟฟ้า หรือการซื้อไฟฟ้า ที่เป็นการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลใหม่ หรือก๊าซธรรมชาติในทุกกรณี และจะต้องเจรจากับเอกชนเพื่อลดค่าความพร้อมจ่าย” เพราะโรงไฟฟ้าที่มีจำนวนมาก หลายโรงไม่ได้เดินเครื่องผลิตมานานแล้ว อีกทั้งไทยก็มีกำลังไฟฟ้าสำรองล้นเกิน จนกระทั่งโรงไฟฟ้าเหล่านั้นเกือบจะได้เงินทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า (คือจากการจ่ายค่าพร้อมจ่าย โดยที่ยังไม่ได้ผลิตไฟฟ้า จนแทบจะคืนทุนได้แล้ว) ฉะนั้นรัฐบาลควรเดินหน้าเจรจาในการขอลดค่าพร้อมจ่ายลง 

เอกชนหนุนใช้พลังงานหมุนเวียน

อาทิตย์ เวชกิจ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ชี้ข้อเสนออีกด้าน คือ ต้องการให้ ‘มีการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากผลิตงานหมุนเวียน’ และให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าด้วย แต่เพราะความล่าช้าในการออกแผน PDP ฉบับใหม่ เพราะกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังไม่เอื้อ ทั้งยังพบสิ่งที่เรียกว่าแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ได้รวมก๊าซธรรมชาติเอาไว้ด้วย ฉะนั้นเมื่อทำแผนพัฒนาพลังงานออกมาไทยจะไม่มีทางหนีไปจากก๊าซธรรมชาติได้
Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Photo05_db6b22c5cd.jpeg
ปัจจุบันทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะโลกร้อน และประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 9 ของประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ถึงหายนะ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม ความเป็นอยู่ และอื่นๆ แม้ไทยจะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของโลกก็ตาม  

ส่วนในภาคอุตสาหกรรม แผนที่รัฐบาลไทยได้สัญญาไว้ว่า ในปี 2050 จะมีการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์นั้น ในความเป็นจริงในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการท่องเที่ยว เราไม่มีถึง 2050 แต่มีเวลาเพียง 3 - 8 ปีเท่านั้น ในการลดการปล่อยคาร์บอน เพราะสินค้าที่เราผลิต การเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย และการท่องเที่ยว หากเรายังไม่เร่งเป็นสังคมลดการปล่อยคาร์บอน เราจะเผชิญหน้ากับหายนะทุกมุม  

เช่นเดียวกับภาคท่องเที่ยว ที่ต่อไปในอนาคตอันใกล้ จะมีการโชว์ลำดับการปล่อยคาร์บอน หากการท่องเที่ยวของไทยไม่ถูกจัดอยู่ในระดับ Low Carbon การท่องเที่ยวก็จะค่อยๆ หายไป สินค้าที่ผลิตหากไม่ได้รับมาตรฐาน Low Carbon ต่อไปก็จะเจอกับกำแพงภาษี ทำให้ขายไม่ได้ และโรงงานที่เคยมาตั้งอยู่ในประเทศไทยเอง หากไทยยังคงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนสูงก็มีโอกาสที่จะย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งในเวลานี้สำหรับประเทศไทยยังมองไม่เห็นทางที่จะมีการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า 

เขากล่าวต่อว่า พลังงานหมุนเวียนมีอยู่เป็นพันเท่าของพลังงานที่ใช้ต่อปี ฉะนั้นหากไม่มีการใช้พลังงานจากฟอสซิลเลยโลกนี้ก็มีพลังงานสะอาดใช้แบบไม่มีวันหมด แต่เวลานี้สำหรับประเทศไทยกลับมีกฎระเบียบที่ผู้มีอิทธิพลสั่งให้คงกฎนี้ไว้หลายสิบปี คือ การไม่ให้มีการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ประชาชนผลิตได้เอง 
Electricity_bill_expensive_public_stage_problems_energy_business_SPACEBAR_Photo06_69286fb459.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์