ETDA กำลังคุ้มครองไรเดอร์ หรือกำลังกำหนดราคาเกินอำนาจ?

8 ก.ย. 2569 - 13:00

  • การต่อสู้ของไรเดอร์กับแพลตฟอร์มเรื่องค่ารอบปะทุขึ้นอีกรอบ

  • หน่วยงานรัฐที่ควบคุมดูแลกับแนวคิดช่วยฝ่ายไหน

  • ETDA เพิกเฉยกับแนวคิดกำกับให้ตลาดเป็นธรรม

ETDA  กำลังคุ้มครองไรเดอร์  หรือกำลังกำหนดราคาเกินอำนาจ?

การศึกษาและเปิดโต๊ะเจรจา‘ค่ารอบ’ เป็นสิ่งที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ‘ETDA’ ทำได้ แต่หากตัวเลข 5 บาทต่อกิโลเมตรถูกยกระดับเป็นอัตราบังคับ คำถามไม่ได้มีเพียงว่าเหมาะสมหรือไม่ หากต้องถามด้วยว่า ETDA ‘มีอำนาจ’ ตามกฎหมายเพียงใด และเหตุใดหน่วยงานกำกับดิจิทัลจึงเริ่มคิดแทนตลาด

‘ไรเดอร์’ ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ควรถูกแพลตฟอร์ม‘ลดค่ารอบ’ เปลี่ยนสูตรคำนวณ หรือปรับเงื่อนไขการทำงานฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แต่หากรัฐจะนำปัญหานี้ไปสรุปอย่างง่ายว่า ทางออกคือกำหนดค่ารอบประมาณ 5 บาทต่อกิโลเมตร แล้วผลักดันให้ทุกแพลตฟอร์มเดินตามสูตรเดียวกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวเลข 5 บาทสูงหรือต่ำเกินไป แต่อยู่ที่ ‘วิธีคิด’  ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งกำลังสับสนระหว่างการ‘กำกับให้ตลาดเป็นธรรม’ กับการเข้าไป‘กำหนดผลลัพธ์ของตลาด’เสียเอง

จากการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ETDA มีอำนาจศึกษา วิจัย จัดทำข้อเสนอแนะ ส่งเสริมมาตรฐาน และกำกับธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ พระราชบัญญัติสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 มาตรา 5

‘ให้อำนาจ ETDA กำกับธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเสนอแนะมาตรฐาน มาตรการ และกลไกกำกับดูแล แต่ไม่ได้เขียนให้อำนาจกำหนดราคาซื้อ ราคาขาย หรือค่าตอบแทนขั้นต่ำในตลาดไว้โดยชัดแจ้ง พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์’⁠

ส่วนพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565 ให้อำนาจ ETDA กำกับเรื่องการแจ้งข้อมูล ความโปร่งใสของข้อตกลง เงื่อนไขการให้บริการ การคิดค่าบริการ ปัจจัยสำคัญของอัลกอริทึม ช่องทางร้องเรียน และการเยียวยาความเสียหาย มาตรา 17 กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยเงื่อนไขและการคิดค่าบริการอย่างชัดเจน

แต่คำว่า ‘เปิดเผยวิธีคิดค่าบริการ’ ไม่ได้มีความหมายเดียวกับ ‘รัฐเป็นผู้กำหนดว่าต้องคิดเท่าใด’ ในพระราชกฤษฎีกาแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565⁠

ดังนั้น หาก ETDA จัดทำสูตรเพื่อเป็นข้อมูลศึกษา ‘เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น’ หรือใช้เป็นฐานให้ไรเดอร์กับแพลตฟอร์มเจรจากัน ย่อมอยู่ในกรอบภารกิจที่อธิบายได้

แต่หากจะนำสูตรดังกล่าวไป‘บังคับเป็นค่าตอบแทนขั้นต่ำ’ คำถามเรื่องฐานอำนาจจะเกิดขึ้นทันที เพราะการจำกัดเสรีภาพในการกำหนดราคาและสร้างภาระทางธุรกิจต้องอาศัยบทบัญญัติที่ชัดเจน ไม่ใช่อาศัยการตีความขยายจากอำนาจกำกับความโปร่งใสไปสู่อำนาจควบคุมราคา

เรื่องนี้ยัง‘ทับซ้อน’ กับหลายหน่วยงาน

หากเป็นการ‘กำหนดราคาสินค้าหรือบริการ’ ย่อมเกี่ยวข้องกับกลไกตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

หากเป็น‘หลักประกันรายได้’ ของผู้ทำงาน ย่อมเกี่ยวข้องกับนโยบายแรงงาน หากกระทบค่าโดยสารและระบบขนส่ง ย่อมเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านการขนส่ง

หากมาตรการ‘ทำให้ต้นทุนเข้าสู่ตลาดสูงขึ้น’หรือผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องมีสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเข้ามาประเมินผลกระทบ

สิ่งที่น่า‘ผิดหวัง’  มากกว่าความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย คือวิธีคิดที่เริ่มจากการหา ‘ตัวเลขที่ดูเป็นธรรม’ แทนที่จะเริ่มจากการวิเคราะห์ว่าเหตุใดตลาดจึงไม่เป็นธรรม

ค่าตอบแทนที่ต่ำของไรเดอร์อาจเกิดจาก‘อำนาจต่อรองที่ไม่สมดุล’ การเปลี่ยนสูตรโดยไม่แจ้งล่วงหน้า อัลกอริทึมที่ไม่โปร่งใส การไม่คิดเวลารอร้าน ระยะทางที่ต้องวิ่งไปรับสินค้า ค่าเดินทางกลับ หรือการใช้ระบบคะแนนและแรงจูงใจบีบให้รับงาน ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่สูตร 5 บาทต่อกิโลเมตรกลับพยายามย่อปัญหาทั้งหมดให้เหลือเพียงระยะทาง

งาน 5 กิโลเมตรในกรุงเทพฯ ช่วงฝนตกและรถติด ไม่เหมือนงาน 5 กิโลเมตรในต่างจังหวัด งานที่ต้องรอร้าน 30 นาทีไม่เหมือนงานที่รับสินค้าได้ทันที งานส่งอาหารไม่เหมือนการส่งเอกสารหรือสินค้าขนาดใหญ่ การกำหนดราคาเดียวจึงอาจดูเท่าเทียมบนกระดาษ แต่ไม่เป็นธรรมในทางปฏิบัติ

ที่สำคัญ วิธีคิดเช่นนี้มองเฉพาะ‘รายได้ต่อเที่ยว’ แต่ไม่มองรายได้รวม เมื่อค่ารอบสูงขึ้น แพลตฟอร์มอาจเพิ่มค่าส่ง ลดโปรโมชั่น จำกัดพื้นที่บริการ ลดจำนวนไรเดอร์ หรือผลักภาระไปยังร้านอาหารและร้านค้า SME เมื่อผู้บริโภคสั่งซื้อน้อยลง จำนวนเที่ยวก็ลดลง ไรเดอร์อาจได้เงินต่อเที่ยวมากขึ้น แต่มีงานให้ทำน้อยลงจนรายได้สุทธิลดลงก็ได้

มาตรการเดียวกันยังอาจสร้าง‘ความได้เปรียบ’แก่แพลตฟอร์มรายใหญ่ เพราะผู้เล่นที่มีฐานลูกค้า เงินทุน และจำนวนคำสั่งซื้อมากสามารถกระจายต้นทุนได้ดีกว่าสตาร์ตอัปหรือแพลตฟอร์มท้องถิ่น สิ่งที่เริ่มต้นในชื่อของความเป็นธรรมจึงอาจกลายเป็นกำแพงกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ และทำให้ตลาดกระจุกตัวมากกว่าเดิม

การประกาศตัวเลขขึ้นมาก่อน แล้วค่อยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาถามว่า ‘รับได้หรือไม่’  จึงไม่ใช่กระบวนการกำกับดูแลที่เพียงพอ

ETDA ควรกลับไป‘ทำสิ่งที่กฎหมายให้อำนาจ’และเป็นสิ่งที่หน่วยงานมีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ บังคับให้แพลตฟอร์ม‘เปิดเผยสูตรค่าตอบแทน’ก่อนรับงาน แสดงระยะทางไปถึงจุดรับสินค้า เวลารอ รายการหัก และรายได้สุทธิ ห้ามเปลี่ยนเงื่อนไขย้อนหลัง กำหนดระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า เปิดเผยหลักการของอัลกอริทึมจัดสรรงาน และสร้างกลไกอุทธรณ์เมื่อไรเดอร์ถูกลดคะแนนหรือปิดบัญชีอย่างไม่เป็นธรรม

หากต้องการช่วยไรเดอร์จริง รัฐควรสร้าง‘อำนาจต่อรอง’และหลักประกันทางสังคมให้พวกเขา ไม่ใช่หยิบตัวเลขหนึ่งขึ้นมาแทนอำนาจต่อรองทั้งหมด แล้วเรียกสิ่งนั้นว่า ‘ความเป็นธรรม’

ETDA มีหน้าที่ทำให้กติกาโปร่งใส ‘ไม่ใช่คิดราคาแทนตลาด’ หากยังไม่สามารถแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้ มาตรการที่ตั้งใจคุ้มครองไรเดอร์นี้

อาจจบลงที่ ETDA เป็นผู้ทำลายความเป็นธรรมนี้เสียเอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์