ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากการแข็งค่าของเงินยูโร ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซนที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และเพิ่มแรงกดดันให้เงินเฟ้อชะลอตัวลง
ธนาคารกลางของ 21 ประเทศในเขตยูโรโซน มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน หลังอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB เล็กน้อย
ความแข็งแกร่งของยูโรสร้างปัญหาใหม่
การแข็งค่าของเงินยูโรในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของ ECB ซับซ้อนมากขึ้น และอาจกลายเป็นประเด็นถกเถียงเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลักจากระดับปัจจุบันที่ 2%
เฟลิกซ์ ชมิดต์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Berenberg Bank กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “ประเด็นสำคัญ” ของการประชุมที่นครแฟรงก์เฟิร์ตในวันพฤหัสบดีนี้ คือ “ความแข็งแกร่งของเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และท่าทีที่เจ้าหน้าที่ ECB จะส่งสัญญาณออกมา”
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ยูโรทะยานสู่จุดสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย จนแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง เหนือระดับ 1.20 ดอลลาร์ต่อยูโร หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีเปิดรับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับ ECB เนื่องจากเงินยูโรที่แข็งค่าจะทำให้ต้นทุนนำเข้าลดลง ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อให้ลดลงอีก ในช่วงที่เศรษฐกิจยูโรโซนมีสัญญาณชะลอตัวมากเกินไปอยู่แล้ว
แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ย
มาร์ติน โคเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรีย ระบุว่า ECB อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากเงินยูโรยังคงแข็งค่าต่อไป แม้จะย้ำว่าการแข็งค่าล่าสุดยังอยู่ใน “ระดับปานกลาง”
โดยทั่วไป การลดต้นทุนการกู้ยืมจะช่วยหนุนเงินเฟ้อและทำให้ค่าเงินอ่อนลง มาร์ติน โคเชอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้ว่าการ ECB ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Financial Times ว่า “หากเงินยูโรแข็งค่าต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งอาจทำให้ ECB ต้องตอบสนองด้วยนโยบายการเงิน”
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไม่น่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยของ ECB ในการประชุมครั้งนี้ และคาดว่า คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะยังคงส่งสัญญาณอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในระยะข้างหน้า






