แฉ "มาเฟียนวัตกรรม“ ปาดหน้าเค้ก งบรัฐ โครงการพันล้าน แอบอ้างสเปกนอก
การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฏร ได้เชิญ 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง หารือแนวทางบูรณาการบริการดิจิทัลของประเทศไทยไดได
“ เราพบว่า ทุกปีเวลาพิจารณางบประมาณ มักจะเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โครงการดิจิทัลขนาดใหญ่ระดับพันล้าน สุดท้ายก็วนกลับไปตกอยู่ในมือผู้รับจ้างหน้าเดิม ที่อาจเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “มาเฟียนวัตกรรม“ บางโครงการตั้งงบไว้สูงถึง 150 ล้านบาท ใช้สเปกของผลิตภัณฑ์ที่มาจากบริษัทต่างประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริง ถ้าเราไปเลือกซื้อบริการจาก "บัญชีบริการดิจิทัล" ที่มีอยู่แล้ว รัฐอาจจะจ่ายเงินแค่หลักแสนด้วยซ้ำ ”
ที่น่าเสียดายที่สุดคือ สตาร์ทอัพหรือ SME ดิจิทัลของไทยที่เก่งๆ มีของดีอยู่เต็มไปหมด กลับไม่เคยได้แม้แต่ "โอกาส" ที่จะเข้าไปเสนอราคาเลย
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความไม่มีประสิทธิภาพ แต่ คือการใช้เงินภาษีแบบไม่คุ้มค่าอย่างเป็นระบบ และยังเป็นการปาดหน้าเค้ก แย่งตลาดภาครัฐไปจากผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ของไทยอีกด้วย
ทุกวันนี้ depa มี "บัญชีบริการดิจิทัล" มาหลายปีแล้ว มีกฎกระทรวงรองรับให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงกับผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนได้เลย แต่กลายเป็นว่า ทุกอย่างยังเป็นแค่ "ภาคสมัครใจ" คือหน่วยงานจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ผลคือ โครงการใหญ่ จึงต้องเดินกลับไปแบบเดิม
เพราะฉะนั้น ข้อเสนอ Thailand First ของเราในวันนี้ คือเราต้องเปลี่ยนจากภาคสมัครใจ ให้เป็น "ภาคบังคับ" ค่ะ โดยมี 6 เรื่องหลัก ดังนี้
ต้องบังคับกันตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ไปแก้ที่ปลายทาง สำนักงบฯและกรมบัญชีกลาง ต้องมี Checklist ตั้งแต่ตอนขอตั้งงบเลยค่ะ โครงการดิจิทัลทุกโครงการต้องตอบให้ได้ว่า มีสินค้าหรือบริการในบัญชีบริการดิจิทัลที่ใช้แทนกันได้ไหม? ถ้ามี แต่เลือกที่จะไม่ใช้ ต้องชี้แจงเหตุผลมาเป็นลายลักษณ์อักษร
รัฐต้องกล้าเป็นลูกค้ารายแรก เราต้องกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของงบดิจิทัลไปเลยว่า ต้องซื้อจากสตาร์ทอัพและ SME ดิจิทัลไทย โดยกำหนดเกณฑ์ให้ชัดเจนไปเลย เช่น ต้องเป็นกิจการของคนไทย จดทะเบียนในไทย มีมาตรฐานรองรับ และที่สำคัญคือต้องไม่มีประวัติทุจริต
นิยาม SME ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน เราควรยึดนิยามของ สสว. เป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานตีความกันไปเองคนละทิศคนละทาง และต้องขยายวงเงินให้มันสอดคล้องกับขนาดของโครงการจริงๆ ด้วย
รัฐต้อง "ต่อท่อ" ให้ครบวงจร ตั้งแต่หาทุนไปจนถึงหาตลาด เราต้องเชื่อมการทำงานของ depa, สสว. และ SME D Bank ให้เป็นเหมือนสปริงบอร์ดอันเดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทั้งเงินทุนตั้งต้น ได้การรับรองมาตรฐาน และได้เข้าถึง "ตลาดภาครัฐ" ไปในเส้นทางเดียวกันเลย
หยุดสร้างซ้ำ ในสิ่งที่คนไทยทำได้ดีอยู่แล้ว ก่อนที่รัฐจะควักเงินลงทุนพัฒนาระบบอะไรใหม่ๆ ลองตั้งคำถามก่อนค่ะว่า มีแพลตฟอร์มที่คนไทยพัฒนาและพิสูจน์ผลงานมาแล้วบ้างไหม อย่างเช่น ระบบรับแจ้งปัญหา Traffy Fondue มีของดีอยู่แล้ว รัฐไม่ต้องไปเสียเงินทำใหม่
บัญชีเหล่านี้ ต้องไม่กลายเป็น "ด่านเก็บค่าผ่านทาง" ด่านใหม่ ทั้งบัญชีบริการดิจิทัลและบัญชีนวัตกรรมไทย ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่ปล่อยให้กลุ่มเดิมๆ มาผูกขาด ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นแค่การย้ายปัญหาจากที่หนึ่ง ไปซุกไว้อีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง
“ เงินภาษีของประชาชน ควรเอาไปใช้สร้างผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่ๆ ให้เติบโตค่ะ ไม่ใช่เอาไปเลี้ยงดูแต่ผู้รับจ้างหน้าเดิมๆ
##การดีเลียวไพโรจน์ #พรรคประชาธิปัตย์ #BUSINESS #SPACEBAR




