บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ อย่าง ExxonMobil และ Chevron เตรียมเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ากำไรจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากผลพวงของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงจนเกิดภาวะอุปทานน้ำมันโลกขาดแคลนครั้งใหญ่ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศพุ่งแตะ 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอน กดดันคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ข้อมูลจาก S&P Capital IQ ประเมินว่า ExxonMobil จะรายงานกำไรสุทธิราว 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 2 เท่า ส่วน Chevron คาดมีกำไรอยู่ที่ 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับผลประกอบการของบริษัทน้ำมันยุโรป โดย Shell รายงานกำไรพุ่งเป็น 3 เท่า แตะ 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ TotalEnergies กำไรเพิ่มเป็น 2 เท่า อยู่ที่ 5.4 พันล้านดอลลาร์
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 และก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 1 ใน 4 ของโลก การปิดช่องแคบดังกล่าวส่งผลให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัวอย่างรุนแรง และดันกำไรของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันพุ่งสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ การโจมตีของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานในกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังส่งผลให้ ExxonMobil สูญเสียกำลังผลิต LNG ราว 100,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันต่อวัน
แม้ทรัมป์จะสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมาโดยตลอด แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงบังคับให้ทรัมป์ต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยในโพสต์โซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ทรัมป์ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินต้องลดลงเร็วกว่านี้ พร้อมสั่งให้กระทรวงยุติธรรมสอบสวนการฉวยโอกาสตั้งราคาเกินควร ขณะที่ผลสำรวจของ CNN เปิดเผยว่าประชาชนราว 2 ใน 3 มองว่านโยบายของทรัมป์ทำให้เศรษฐกิจแย่ลง
องค์กร Oxfam ออกมาวิจารณ์การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง โดยผู้นำด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของ Oxfam ระบุว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่บริษัทเหล่านี้ทำกำไรมหาศาลในขณะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเรื่องการเก็บภาษีกำไรพิเศษยังไม่อยู่ในวาระของรัฐสภาสหรัฐฯ






