ตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดัน หลังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย และธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ว่า สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มน่ากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับเข้าใกล้ระดับ 5% ขณะที่พันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีทะลุระดับ 3% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
“เงินเฟ้อยังไม่จบ” เฟดส่งสัญญาณต้องทำงานต่อ
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นมาจากการส่งสัญญาณของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ในการประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium โดยเน้นย้ำว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว การจ้างงานใหม่ลดลง และเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัว
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเงินเฟ้อในช่วง 6 เดือนเทียบกับภาพตลอดทั้งปี ยังเห็นแนวโน้มขาขึ้น ขณะที่ระดับเงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟด จึงสะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่ได้หมดไป
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือระดับดอกเบี้ยปัจจุบันอาจยังไม่ได้ตึงตัวมากนัก ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นยังสามารถขยายตัวได้ในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น หากเงินเฟ้อยังไม่ลดลงถึงเป้าหมาย เฟดก็ยังมีภารกิจต้องควบคุมเงินเฟ้อต่อ และอาจต้องส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย
ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะคาดหวังว่า เควิน วอร์ช อาจมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แต่การส่งสัญญาณครั้งนี้กลับทำให้ตลาดต้องปรับมุมมอง เพราะเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือ 3% ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ
น้ำมันแพงซ้ำเติมเงินเฟ้อ จับตาความเสี่ยงระยะยาว
นอกจากท่าทีของเฟดแล้ว ราคาน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาอาจไม่ได้สะท้อนแรงกดดันที่สูงมากนัก แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดภายในจะพบว่าสินค้าหลายประเภทมีราคาปรับตัวสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องติดตามโครงสร้างของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า แม้จะมีข้อสงสัยต่อรายละเอียดของตัวเลขบางส่วน แต่ยังต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสถานการณ์จริงทั้งหมดหรือไม่
ตลาดพลิกคาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย ดันบอนด์ยีลด์พุ่ง
แรงกังวลเรื่องเงินเฟ้อทำให้ตลาดปรับประมาณการทิศทางดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่คาดว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอยู่ราว 30% กลายเป็นประมาณ 67% ขณะที่โอกาสคงดอกเบี้ยลดลงเหลือราว 30% ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังและเทขายพันธบัตร
เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับขึ้นเร็วกว่าระยะยาว จึงเกิดภาวะที่เรียกว่า “Bear Steepening” ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นในระยะสั้นมากกว่าเดิม
ดร.ปิยศักดิ์ อธิบายว่า การส่งสัญญาณของธนาคารกลางมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยสิ่งที่เฟดได้คือความน่าเชื่อถือจากการแสดงจุดยืนว่าจะควบคุมเงินเฟ้อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเงินเฟ้อไม่ปรับตัวลงตามที่คาด เฟดก็อาจถูกกดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยจริง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงอาจขัดกับความคาดหวังก่อนหน้านี้ที่ตลาดมองว่า เควิน วอร์ช จะมีท่าทีในลักษณะ “สายพิราบ” หรือผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น
แรงกระเพื่อมจากสหรัฐฯ ลามถึงญี่ปุ่นและไทย
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น มีแนวโน้มดึงผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศอื่น ๆ ให้ขยับขึ้นตาม โดยเห็นได้ชัดจากญี่ปุ่นที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีขึ้นไปแตะระดับ 3%
สำหรับไทย แม้แรงกระทบยังไม่รุนแรงเท่าบางประเทศ แต่เริ่มเห็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาอยู่ราว 2.2% จากระดับประมาณ 2% ปลาย ๆ ก่อนหน้านี้ และเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่อยู่บริเวณ 1.8-1.9% ถือว่าปรับขึ้นมาพอสมควร จึงต้องเริ่มจับตาความเคลื่อนไหวดังกล่าว
บาทอ่อน-สภาพคล่องตึง เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจไทย
เมื่อมองมายังประเทศไทย ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าแรงกดดันสำคัญประการแรกคือค่าเงินบาท ซึ่งมีทิศทางอ่อนค่าลง โดยล่าสุดเคลื่อนไหวบริเวณ 33.3-33.4 บาทต่อดอลลาร์ จากช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่อยู่ราว 32.6-32.7 บาทต่อดอลลาร์
การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นภาพเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่หากความผันผวนรุนแรงเกินไป ก็มีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้ามาดูแลสถานการณ์มากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง หากตลาดเชื่อว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินตึงตัวขึ้น และส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เคยทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็เริ่มปรับตัวลงประมาณ 0.5-1% ในบางช่วง
อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่ายังต้องรอดูข้อมูลสำคัญที่จะประกาศออกมา ทั้งตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ในสัปดาห์ถัดไป เพราะข้อมูลดังกล่าวจะมีส่วนกำหนดว่าทิศทางดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นไปตามที่ตลาดกังวลหรือไม่
หากเฟด “ขู่” เงินเฟ้อ อาจเปิดทางตลาดฟื้น
ดร.ปิยศักดิ์ ยังมองอีกด้านว่า การส่งสัญญาณของเฟดอาจเป็นเพียงการประกาศเตือนล่วงหน้า เพื่อควบคุมพฤติกรรมของตลาดและเศรษฐกิจ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยจริง
หากเฟดส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยง ตลาดก็จะลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ภาคประชาชนอาจระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งแรงกดดันดังกล่าวอาจช่วยชะลอเงินเฟ้อได้โดยไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยจริง
ดังนั้น หากตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะออกมาไม่ได้ดีมากนัก ก็อาจกลายเป็นสถานการณ์ที่ตลาดมองว่า “Bad news is good news” เพราะตัวเลขที่อ่อนลงอาจลดความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย และช่วยให้ทิศทางตลาดการเงินและเศรษฐกิจดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง
สหรัฐฯ แทรกแซงตลาดพันธบัตรมากขึ้น อาจกระทบความน่าเชื่อถือ
สำหรับแนวทางการเข้ามาช่วยพยุงตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น รวมถึงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดเงินและตลาดพันธบัตรในบางจังหวะ แต่ล่าสุด สก็อตต์ เบสเซน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นควรช่วยเหลือตัวเองด้วย โดยเฉพาะหากต้องการลดแรงกดดันต่อค่าเงินเยน ก็อาจต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น
ประเด็นนี้จึงทำให้ต้องจับตาว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ เพราะญี่ปุ่นเองก็มีข้อจำกัดจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น
แม้การขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยพยุงค่าเงินและตลาดพันธบัตรได้ แต่ก็เพิ่มภาระให้กับญี่ปุ่น เนื่องจากมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง
ดร.ปิยศักดิ์ ยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดมากเกินไป อาจกลายเป็นปัญหาด้านความน่าเชื่อถือ เพราะสหรัฐฯ เคยวางตัวในฐานะประเทศที่ยึดแนวคิดตลาดเสรี แต่การใช้อำนาจเข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงตลาดมากขึ้น อาจทำให้กลไกตลาดไม่สามารถสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงได้
บายแบ็กพันธบัตรเริ่มเอาไม่อยู่ “กระสุน” อาจลดความน่าเชื่อถือ
ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่า ผลของมาตรการแทรกแซงตลาดพันธบัตรเริ่มเป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งล่าสุดขึ้นไปมากกว่า 5.2% และมีช่วงที่ขยับเกิน 5.3%
ระดับดังกล่าวถือเป็นจุดสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นก่อนมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของสหรัฐฯ แต่เมื่อผลตอบแทนกลับขึ้นมาแตะระดับใกล้เคียงกันอีกครั้ง ทั้งที่มีการเพิ่มระดับการแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง ก็สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวอาจเริ่มมีประสิทธิผลลดลง
“มันก็เริ่มจะโชว์ภาพว่า กระสุนที่คุณมี มันเริ่มไม่ได้ผล”
— ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์
ดร.ปิยศักดิ์ ยังมองว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ความน่าเชื่อถือของมาตรการแทรกแซงก็อาจอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
หุ้นไทยเจอแรงกระเพื่อมโลก ขณะเศรษฐกิจในประเทศยังซึม
เมื่อถามถึงทิศทางตลาดหุ้นไทย ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศขนาดเล็กและแม้ตลาดจะมีสัญญาณดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังยากที่จะต้านกระแสความผันผวนจากตลาดโลกได้ ขณะเดียวกันไทยยังมีปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม
โดยเฉพาะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีลักษณะซบเซา ภาคเอสเอ็มอียังคงเผชิญความยากลำบาก ขณะที่การเติบโตในบางส่วนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนด้านเทคโนโลยี
ส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกบางส่วนจากภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย แต่ยังต้องติดตามแรงกระแทกจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด
ภาพตลาดการเงินในระยะนี้จึงยังอยู่ท่ามกลางความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลงสู่เป้าหมาย ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น และความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน ขณะที่แรงกระเพื่อมจากสหรัฐฯ ส่งต่อมายังญี่ปุ่นและไทยผ่านตลาดพันธบัตร ค่าเงิน และสภาพคล่อง
ด้านเศรษฐกิจไทยเองยังต้องเผชิญโจทย์จากกำลังซื้อและภาคเอสเอ็มอีที่อ่อนแรง แม้ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนในกลุ่ม AI-ดาต้าเซ็นเตอร์จะยังเป็นแรงพยุงบางส่วนก็ตาม




