อดีตผู้อำนวยการ Depa เสนอแนวคิด พัฒนาไทยเป็น Smart Wellness Hub

8 ต.ค. 2569 - 11:43

  • เปลี่ยนต้นทุนจมทางการศึกษา สู่นวัตกรรมรองรับสังคมสูงวัย และการผลิตกำลังคนบริบาลระดับสากล ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ วิกฤตโครงสร้างประชากรซ้อนสองมิติ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

  • ปรับเปลี่ยนอาคารสถานที่และทรัพยากรที่อาจจะเหลือใช้ ให้เป็น ศูนย์สุขภาวะอัจฉริยะ ที่สร้างรายได้ ตอบโจทย์ชุมชน เปิดหลักสูตรหลักสูตรระยะสั้น ฝึกอบรมแรงงานท้องถิ่น ให้เป็นแรงงานบริบาลผู้สูงอายุ คุณภาพสูงป้อนสู่ตลาด ขยายสิทธิประโยชน์ ทางเลือกให้ผู้ประกันตนชราภาพ สามารถสลับสิทธิ์บำนาญเป็นสิทธิ์พักอาศัยและการดูแลระยะยาว โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานประก

  • ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับต่อระบบราชการ งบประมาณแผ่นดิน ลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่แออัด ย้ายผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะฟื้นฟูมาดูแลโดยมีต้นทุนเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าประชาชนทั่วไป ครอบครัวชนชั้นกลางมีทางเลือกในการส่งต่อผู้สูงอายุไปดูแลในสถานบริการที่น่าเชื่อถือ

อดีตผู้อำนวยการ Depa เสนอแนวคิด พัฒนาไทยเป็น Smart Wellness Hub

อดีตผู้บริหารองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เสนอแนวคิดใช้จุดแข็งของประเทศไทย พัฒนาสู่ Smart Wellness Hub

ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอแนวคิดพัฒนาประเทศไทย สู่ Smart Wellness Hub โดยมีไอเดียที่น่าสนใจดังนี้ สวัสดีประเทศไทย ผมมีความคิดลมๆ แล้งๆ มาชวนคิด โดยมี ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะ"พลิกโฉมสังคมสูงวัยสู่โอกาส (Smart Wellness Hub)"

เริ่มด้วยการ การเปลี่ยนต้นทุนจมทางการศึกษา สู่นวัตกรรมรองรับสังคมสูงวัย และการผลิตกำลังคนบริบาลระดับสากล ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ วิกฤตโครงสร้างประชากรซ้อนสองมิติ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และระบบการศึกษาของประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยต้องเผชิญกับ

วิกฤตมหาวิทยาลัยไร้นักศึกษา จากสถิติจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงปีละประมาณ 4 แสนคน ส่งผลให้อัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ซึ่งมีจุดแข็งในการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น กำลังเผชิญปัญหา "อาคารสถานที่ว่างเปล่าและบุคลากรล้นระบบ" กลายเป็นต้นทุนจมที่สร้างภาระผูกพันทางการเงิน

วิกฤตต้นทุนสังคมสูงวัยขั้นสูงสุด ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ประชากรผู้สูงอายุทะลุ 14.5 ล้านคน มากกว่า 22% ของประชากร ส่งผลให้ภาครัฐและ "กองทุนประกันสังคม" แบกรับภาระจ่ายเงินบำนาญชราภาพและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขพุ่งทะยาน ขณะที่เงินบำนาญขั้นต่ำของผู้ประกันตนส่วนใหญ่ ประมาณ 3,000 - 7,500 บาท ไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงสถานบริบาลเอกชนที่มีคุณภาพได้

วิกฤตการขาดแคลนแรงงานบริบาล โครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยว ผู้สูงอายุถูกทิ้งให้อยู่ลำพังเพิ่มขึ้น ประเทศขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุอย่างรุนแรง ทำให้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ทว่าแรงงานต่างด้าวในปัจจุบันยังขาดการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน ทักษะภาษา และการรับรองทางกฎหมายที่ถูกต้อง

เพื่อเป็นการ "พลิกวิกฤตให้เป็นทางรอด" ข้อเสนอนโยบายนี้จึงมุ่งบูรณาการสินทรัพย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เม็ดเงินกองทุนประกันสังคม และแรงงานต่างชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุรูปแบบใหม่ที่คุ้มค่าและยั่งยืน

“ จุดมุ่งหมายของนโยบาย เพื่อปรับเปลี่ยนอาคารสถานที่และทรัพยากรที่อาจจะเหลือใช้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ให้เป็น ศูนย์สุขภาวะอัจฉริยะ ที่สร้างรายได้และตอบโจทย์ชุมชน โดยการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาและหลักสูตรระยะสั้นในการ ฝึกอบรมแรงงานต่างด้าวและคนในท้องถิ่น ให้เป็นแรงงานบริบาลผู้สูงอายุ คุณภาพสูงป้อนสู่ตลาด และขยายสิทธิประโยชน์และทางเลือกให้ผู้ประกันตนชราภาพ สามารถ สลับสิทธิ์บำนาญเป็นสิทธิ์พักอาศัยและการดูแลระยะยาว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานประกันสังคม ”

ณัฐพล กล่าวอีกว่า นโยบายนี้จะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ภายใต้การบูรณาการของ กระทรวง อว., กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการพลิกโฉมอาคารสู่ Smart Wellness ปรับปรุงอาคารเรียนหรือหอพักนักศึกษาที่ว่างอยู่ของ มรภ. ตามหลักสถาปัตยกรรมเพื่อทุกคน ติดตั้งเทคโนโลยีระบบดูแลสุขภาพอัจฉริยะ เช่น เซนเซอร์ป้องกันการล้ม, ระบบ AI ตรวจจับสัญญาณชีพ, และระบบ Tele-medicine เชื่อมต่อกับโรงพยาบาลท้องถิ่น และการแบ่งโซนการให้บริการแบบผสมผสาน ได้แก่ โซนสิทธิ์ประกันสังคม, โซนบุคคลทั่วไป/เกรดพรีเมียม (สร้างรายได้เชิงพาณิชย์), และโซนพื้นที่ฝึกปฏิบัติงาน

ถัดมาคือ การเป็นศูนย์กลางผลิตกำลังคนบริการสุขภาพ รองรับด้วยการพัฒนาหลักสูตรระดับ อนุปริญญา (Diploma) หรือหลักสูตรระยะสั้น ด้านการบริบาลผู้สูงอายุ โดยเน้นรับแรงงานต่างด้าว (เมียนมา ลาว) และผู้ว่างงานในท้องถิ่น การใช้รูปแบบการเรียนรู้ควบคู่การทำงานจริง โดยให้นักศึกษาฝึกงานและทำงานพาร์ทไทม์ดูแลผู้สูงอายุในศูนย์ Smart Wellness ของมหาวิทยาลัย การปลดล็อกข้อกฎหมายร่วมกับกระทรวงแรงงานและ ตม. ในการออกวีซ่าพิเศษ เพื่อให้สิทธิ์แรงงานต่างด้าวที่จบหลักสูตรสามารถทำงานบริบาลในไทยได้อย่างถูกกฎหมายและมีฐานเงินเดือนที่เหมาะสม และระบบจัดการสิทธิ์ แหล่งทุนร่วมจ่าย และกลไกเชิงพาณิชย์

อดีตผอ.ดีป้า ได้เสนอ ปรับโครงสร้างกลไกการรับสิทธิ์และการจ่ายเงินออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก เพื่อให้ศูนย์ Smart Wellness ของ มรภ. สามารถบริหารจัดการรายได้อย่างสมดุล และรองรับประชาชนได้ทุกกลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้รับบริการเชิงพาณิชย์ โมเดลสิทธิ์การเช่าระยะยาว เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปหรือบุตรหลานที่ต้องการหาที่พำนักให้พ่อแม่ สามารถซื้อสิทธิ์การเช่าห้องพักระยะยาว (เช่น สิทธิ์ 10-20 ปี หรือตลอดชีพ) ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าโครงการเอกชน บริการแบบ Pay-per-use & Subscription

เปิดพื้นที่โซน Smart Wellness (เช่น ศูนย์ธาราบำบัด, ฟิตเนสผู้สูงอายุ, ศูนย์ตรวจสุขภาพอัจฉริยะ, อาหารเพื่อสุขภาพ) ให้ผู้สูงอายุทั่วไปในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย เข้ามาใช้บริการรายครั้งหรือสมัครสมาชิกรายเดือน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน ให้ศูนย์ฯ ในทุกๆ วัน กลไกอุดหนุนข้ามกลุ่ม นำผลกำไรที่ได้จากการให้บริการกลุ่มประชาชนทั่วไปและห้องพักระดับพรีเมียม มาช่วยอุดหนุนและเฉลี่ยต้นทุนในการดูแลกลุ่มผู้ประกันตนและผู้มีรายได้น้อย ทำให้ศูนย์สามารถรักษามาตรฐานการบริการที่เท่าเทียมกันได้

ณัฐพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ต่อระบบราชการและงบประมาณแผ่นดิน กรมบัญชีกลางสามารถลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่แออัด โดยย้ายผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะฟื้นฟูมาดูแลในศูนย์ มรภ. ที่มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าประชาชนทั่วไป ครอบครัวชนชั้นกลางมีทางเลือกในการส่งต่อผู้สูงอายุไปดูแลในสถานบริการที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานทางการแพทย์ ภายใต้การควบคุมของมหาวิทยาลัยและกระทรวงสาธารณสุข ในราคาที่เป็นธรรม

“ถ้าเราจะเปลี่ยนจากไอเดียฝันกลางวันให้ "จับต้องได้จริง" และไม่เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เราต้องตัดความซับซ้อนของการแก้กฎหมายใหญ่ในระยะแรกออกไป แล้วเริ่มจากสิ่งที่มีกฎหมายรองรับและทำได้ทันทีครับและ ต้องลงมือทำกับเรื่องอนาคต แต่ต้องไม่ลงมือทำกับการซ่อมเพียงอย่างเดียว”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์