รัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว จากเดิมที่กำหนดเริ่มมีผลวันที่ 1 มกราคม 2026 ออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2030 หลังประเมินแล้วพบว่ายังมีข้อจำกัดด้านเทคนิคในการพัฒนาวัสดุทดแทนที่เหมาะสมและสามารถใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์
เหตุผลการเลื่อนการบังคับใช้
กระทรวงการเปลี่ยนแปลงเชิงนิเวศวิทยาของฝรั่งเศส ระบุผ่านประกาศอย่างเป็นทางการว่า การทบทวนนโยบายล่าสุดพบว่า เทคโนโลยีในการผลิตแก้วที่ปลอดจากพลาสติกอย่างสมบูรณ์ยังไม่พร้อมเพียงพอ หากเร่งบังคับใช้อาจกระทบต่อภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน จึงจำเป็นต้องขยายระยะเวลาออกไปอีก 4 ปี พร้อมกำหนดทบทวนความคืบหน้าอีกครั้งในปี 2028
ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี 2030 ผู้ประกอบการจะได้รับระยะเวลาเพิ่มเติม 12 เดือน เพื่อระบายหรือจัดการสต็อกแก้วพลาสติกที่มีอยู่ก่อนหน้า เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการผลิตและการค้าปลีก
นโยบายต่อต้านพลาสติกของฝรั่งเศส
การเลื่อนกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศสที่เดินหน้าจำกัดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมาอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ตามเป้าหมายของกฎหมายปี 2020 ที่ตั้งเป้าขจัดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทั้งหมดภายในปี 2040
โดยก่อนหน้านี้ ฝรั่งเศสได้เริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกสำหรับผักและผลไม้บางชนิดตั้งแต่ปี 2022 ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคและรูปแบบการค้าปลีกเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายด้านพลาสติกยังเผชิญความท้าทาย หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค DGCCRF เปิดเผยรายงานเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่า เกือบ 20% ของบริษัทที่ถูกตรวจสอบในปี 2023 ยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด บางกรณีพบการจำหน่ายสินค้าที่อ้างว่า “ปลอดพลาสติก” แต่ยังมีส่วนประกอบของพลาสติก รวมถึงการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้าม
นักวิเคราะห์มองว่า การเลื่อนกฎหมายครั้งนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลฝรั่งเศสในการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยยังคงยืนยันเดินหน้าลดการใช้พลาสติกในระยะยาว แต่ให้เวลาภาคธุรกิจปรับตัวมากขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อการจ้างงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม




