
เป็นอีก 1 ทางออก สำหรับการลดขยะพลาสติก ที่ถือว่า ‘เยี่ยมยอดมาก’ ภายหลัง คณะวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล็งเห็นปัญหาขยะพลาสติก ‘ชนิดถุงหิ้ว ถุงร้อนที่มีการปนเปื้อน’ ซึ่งมักจะไม่สามารถรีไซเคิลได้โดยตรง จำเป็นต้องฝังกลบ หรือ เผา และเป็นการสร้างมลภาวะให้สิ่งแวดล้อม วกกลับมาเป็นผลกระทบผู้คน
โดยปัญหานี้จะไม่จบลงได้ง่าย เพราะแต่ละวันขยะพลาสติกประเภทนี้ ยังจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามจำนวนประชากรไทย เฉลี่ยปีละประมาณ 27-28 ล้านตัน จำนวนนี้จะถูกนำไปฝังกลบเพียงแค่ 11.70 ล้านตันเท่านั้น ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของการทำงาน เพื่อลดปริมาณขยะ จึงต้องมีการ ‘นำไปใช้’
กระทั่งนำสู่การคิดค้นวิธีการที่จะเพิ่มมูลค่า ให้แก่การแปลงสภาพของขยะพลาสติกเหล่านั้น โดยนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบความสามารถในการเป็นสารยึดเกาะที่ผสมกับยางมะตอย หรือที่เรียกว่า Asphalt พลาสติกได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างพันธะอย่างสมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลมาจากการชะล้างในสภาวะธรรมชาติ โดยถนนพลาสติกนี้มีความแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันยังสามารถ ‘ลดการใช้ยางมะตอย’ ได้ ทำให้ต้นทุนของการทำถนน หรือการทำพื้นผิวทางโยธาถูกลง ล่าสุด ยังมีการทดสอบความทนทานของท้องถนนเรียบร้อยแล้ว มั่นใจได้ว่า ถนนสามารถใช้งานได้จริง รองรับต่อการเสียดสีในระยะยาว 7 – 8 ปี
โดยถนน นวัตกรรมพลาสติก นี้ ถือเป็นจุดประสบความสำเร็จในการกำจัดขยะพลาสติกได้อย่างแท้จริง กับการนำขยะที่ไม่สามารถกำจัดได้ มาใช้ มีตัวอย่างการใช้จริง ที่กล่าวได้ว่า เป็น ‘ถนนต้นแบบ’ อยู่ที่บริเวณศูนย์วิจัย สาธิต และฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางวิศวกรรมของการทำทาง ทั้งจากกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เป็นถนนสาธารณะที่เปิดให้ชุมชนโดยรอบ ใช้สัญจร เรียบร้อยแล้ว
โดยปัญหานี้จะไม่จบลงได้ง่าย เพราะแต่ละวันขยะพลาสติกประเภทนี้ ยังจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามจำนวนประชากรไทย เฉลี่ยปีละประมาณ 27-28 ล้านตัน จำนวนนี้จะถูกนำไปฝังกลบเพียงแค่ 11.70 ล้านตันเท่านั้น ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของการทำงาน เพื่อลดปริมาณขยะ จึงต้องมีการ ‘นำไปใช้’
กระทั่งนำสู่การคิดค้นวิธีการที่จะเพิ่มมูลค่า ให้แก่การแปลงสภาพของขยะพลาสติกเหล่านั้น โดยนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบความสามารถในการเป็นสารยึดเกาะที่ผสมกับยางมะตอย หรือที่เรียกว่า Asphalt พลาสติกได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างพันธะอย่างสมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลมาจากการชะล้างในสภาวะธรรมชาติ โดยถนนพลาสติกนี้มีความแข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันยังสามารถ ‘ลดการใช้ยางมะตอย’ ได้ ทำให้ต้นทุนของการทำถนน หรือการทำพื้นผิวทางโยธาถูกลง ล่าสุด ยังมีการทดสอบความทนทานของท้องถนนเรียบร้อยแล้ว มั่นใจได้ว่า ถนนสามารถใช้งานได้จริง รองรับต่อการเสียดสีในระยะยาว 7 – 8 ปี
โดยถนน นวัตกรรมพลาสติก นี้ ถือเป็นจุดประสบความสำเร็จในการกำจัดขยะพลาสติกได้อย่างแท้จริง กับการนำขยะที่ไม่สามารถกำจัดได้ มาใช้ มีตัวอย่างการใช้จริง ที่กล่าวได้ว่า เป็น ‘ถนนต้นแบบ’ อยู่ที่บริเวณศูนย์วิจัย สาธิต และฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางวิศวกรรมของการทำทาง ทั้งจากกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เป็นถนนสาธารณะที่เปิดให้ชุมชนโดยรอบ ใช้สัญจร เรียบร้อยแล้ว

เอกชน เตรียมขยายผลสำเร็จ นวัตกรรมถนนพลาสติก
สัญญาณอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เห็นว่า ประเด็นการขยายความสำเร็จกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า หลังมีความร่วมมือ ระหว่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), Alliance to End Plastic Waste (AEPW) และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้เตรียมต่อยอด พัฒนาแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทย สามารถแกปัญหาขยะพลาสติก สอดคล้องกับนโยบาย BCG ของทางภาครัฐและแผนที่นำทาง (Roadmap) การจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทยลองคิดดูว่า ถ้าถนนทั้งประเทศทยอยใช้ขยะพลาสติกไปเรื่อยๆ ความหวังที่ขยะประเภทนี้จะหมดไป ย่อมไม่ไกลมากนัก ขอเพียงทุกฝ่าย มาช่วยกันต่อยอดเพื่อการนำไปใช้ อนาคตอันใกล้อาจได้เห็น รัฐ-เอกชน ร่วมมือคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น เพื่อจะทำให้ได้ขยะประเภทที่รีไซเคิลไม่ได้ ในประมาณมากขึ้น และส่งกลับไปยังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อทำถนนสายอื่นๆ ต่อไป



