ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากค่าครองชีพและความเปราะบางทางรายได้ของประชาชน การยกระดับประสิทธิภาพของระบบสวัสดิการภาครัฐให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะการนำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของบุตรมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขประกอบการพิจารณา ว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและโครงสร้างครอบครัวไทยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงของแต่ละครัวเรือนอย่างรอบด้าน เนื่องจากการที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่ได้สะท้อนเสมอไปว่าผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ หรือมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง จึงควรมีระบบตรวจสอบและประเมินข้อมูลที่ละเอียด เป็นธรรม และลดความเสี่ยงที่ประชาชนกลุ่มเปราะบางจะถูกตัดสิทธิจากระบบสวัสดิการ
“ส.อ.ท. เห็นด้วยกับหลักการที่รัฐบาลต้องการให้สวัสดิการภาครัฐไปถึงผู้ที่มีความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง แต่การพิจารณาสิทธิควรสะท้อนข้อเท็จจริงของครัวเรือน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นธรรมและไม่ทำให้ผู้ที่ยังมีความจำเป็นหลุดออกจากระบบ” พิมพ์ใจ กล่าว
ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า การปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นภารกิจสำคัญในช่วงเวลาที่ทรัพยากรภาครัฐมีข้อจำกัด โดยการช่วยเหลือควรมุ่งสู่รูปแบบ Targeted Welfare หรือสวัสดิการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถแยกผู้ที่มีความจำเป็นจริงออกจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ในภาวะเปราะบาง อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและลดภาระทางการคลังในระยะยาว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายได้ อาชีพ ภาระค่าใช้จ่าย ภาวะพึ่งพิง และสภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือน เพื่อให้การประเมินสิทธิได้รับสวัสดิการมีความรอบด้านมากขึ้น แทนการพิจารณาจากตัวชี้วัดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเห็นว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการควรดำเนินควบคู่กับมาตรการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้ประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านโครงการ Reskill และ Upskill การสร้างอาชีพใหม่ และการเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการที่ยังมีความต้องการกำลังคน เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
“เป้าหมายระยะยาวของประเทศไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการ แต่ควรเป็นการเพิ่มจำนวนประชาชนที่มีงานทำ มีรายได้มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน” นางพิมพ์ใจกล่าว
ส.อ.ท. เชื่อว่าการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ หากดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และทำให้การใช้งบประมาณของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาว




