นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ตซ์ ของเยอรมนี จัดประชุมใหญ่ร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อหารือแผนช่วยเหลือภาคธุรกิจซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตรุนแรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงลิ่ว และการนำเข้าเหล็กกล้าราคาถูก (ทุ่มตลาด) จากจีนที่ทำให้ผู้ผลิตในประเทศแข่งขันไม่ได้
ความสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กกล้าต่อเยอรมนี
เยอรมนีเป็นผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดในยุโรป และอันดับ 7 ของโลก โดยภาคอุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ตั้งแต่การสร้างระบบรถไฟในประเทศ การสนับสนุนกำลังทหารในสงครามโลก ตลอดจนการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม
ภาคการผลิตเหล็กกล้าของเยอรมนีมีการจ้างงานกว่า 80,000 คน ขณะที่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่พึ่งพาเหล็กรวมกันสร้างงานกว่า 4 ล้านตำแหน่ง คิดเป็นสองในสามของแรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในประเทศ
สาเหตุของวิกฤต ‘จีนทุ่มตลาด’ - ‘วิกฤตพลังงาน’
ปัญหาหลักมาจากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก ได้ส่งออกเหล็กกล้าจำนวนมหาศาลในราคาทุ่มตลาดมาหลายปี เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตในเยอรมนีและยุโรป ทั้งยังเจอปัจจัยซ้ำเติมจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง หลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 แม้ราคาพลังงานจะปรับลดลงบ้าง แต่ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงคราม
ผลกระทบชัดเจน คือทำให้ การผลิตเหล็กกล้าในเยอรมนีลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปี 2022 และในปีนี้มีโรงงานเหล็กราว 1 ใน 4 ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัย Agora Industrie
ยักษ์ใหญ่ เผชิญวิกฤต ‘ลดงาน-ลดผลิต’
บริษัทเหล็กยักษ์ ธิซเซนครุปป์ (Thyssenkrupp) มีแผนลดพนักงานในฝ่ายเหล็กหนึ่งในสาม และลดการผลิตลง 30% ภายในปี 2030 ทั้งยังมีข้อเสนอจากกลุ่มทุนอินเดีย จินดาล ที่ต้องการซื้อกิจการ พร้อมเสนอเงินลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เหล็กกล้าสีเขียว’ หากได้สิทธิ์ในการบริหาร
ทางออก “ปกป้องอุตฯภายใน เดินหน้าเหล็กกล้าสีเขียว”
การประชุมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อกำหนดแนวทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเหล็ก พร้อมเคลียร์ท่าทีของเยอรมนีต่อแผนของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กกล้าเป็น 50% และลดโควตาสินค้านำเข้าก่อนเก็บภาษีลงถึง 47%
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องการปรับเปลี่ยนสู่การผลิต เหล็กกล้าสีเขียว ด้วยการใช้ไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน แต่มาตรการนี้ต้องการเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ ขณะที่หลายบริษัทยังมีปัญหากระแสเงินสด
จูเลีย เมตซ์ ผู้อำนวยการสถาบัน Agora Industrie เรียกร้องให้รัฐบาล “ส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจน” และสร้างความมั่นใจด้านการลงทุน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กกล้าสีเขียวเกิดขึ้นจริง






