ยังไม่ทันได้ใช้ TH AI-Passport ว่าจะเป็นอย่างไร มาส่อง ข้อมูลของโครงการ TH AI - Passport รายละเอียดเบื้องต้นของ โครงการ TH-AI Passport ระยะที่ 2 (เฟส 2) ประจำปีงบประมาณ 2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้ชี้แจงและจัดทำแผนคำขออนุมัติตั้งงบประมาณไว้ มีข้อมูลสำคัญ
ข้อมูลสำคัญของโครงการเฟส 2
เหมือนจะแก้ให้ที่มาของเม็ดเงินขับเคลื่อน เป็นไปตามตารางงบปรณจึงเลิกใช้งบจาก สดช. มาเป็นใช้งบประมาณประจำปีของกระทรวงดีอี จำนวน 900 ล้านบาท เป็นความพยายามเปลี่ยนรูปแบบจากงบประมาณ เหมือนจะบอกว่าโครงการนี้ไม่รีบแล้ว เป้าหมาย เพื่อขยายสิทธิการใช้งาน AI ระดับพรีเมียม (Advanced Generative AI) เพิ่มอีก 5 ล้านสิทธิ กำหนดการเบื้องต้น คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิได้ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2570
วัตถุประสงค์ต่อยอดจากเฟสแรก
โครงการระยะที่ 2 ถูกวางไว้เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวจากเฟสแรก มีเป้าหมายหลักในการสร้าง National AI หรือ Sovereign AI (อธิปไตยปัญญาประดิษฐ์) ของประเทศไทย ผ่านกระบวนการ รวบรวม Big Data ภาษาไทย พฤติกรรมการใช้งานและคลังข้อมูลคำถาม-คำตอบ (Prompt) ทั้งหมดจะถูกจัดเก็บแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) และบล็อกให้อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ประเทศไทยเท่านั้น
มีการพัฒนากล่าวถึงการพัฒนา ThaiLLM ข้อมูลที่ได้จากโครงการนี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญเพื่อนำมาฝึกฝน (Train) และพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ของไทยเอง โดยบริษัทต่างชาติไม่มีสิทธินำข้อมูลเหล่านี้ออกไปใช้
การสร้างระบบนิเวศดิจิทัล ผลักดันให้คนไทยเกิดความคุ้นเคย มีทักษะ (Upskill-Reskill) และดึงศักยภาพของ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง เพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็น AI Nation อย่างเต็มตัว ข้อมูลเหล่านี้เป็นแผนงานที่ทางกระทรวงฯ ได้เตรียมการไว้เพื่อรองรับการขยายผลต่อเนื่องจากเฟสแรกที่กำลังจะเริ่มดำเนินการครับ มีประเด็นไหนในโครงการนี้ที่อยากให้เจาะลึกเพิ่มเติมไหม
ลองวิเคราะห์ความคุ้มค่าของ โครงการ TH-AI Passport ระยะที่ 2 (ปี 2570) ถ้าทำต่อ ตามแนวทางคร่าวๆ สามารถประเมินได้จากหลายมิติ ทั้งในแง่ของตัวเลขทางการเงิน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์
ความคุ้มค่าเชิงตัวเลขทางการเงิน
ต้นทุนต่อสิทธิที่ต่ำมาก เมื่อนำงบประมาณ 900 ล้านบาท หารด้วยเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ จะตกอยู่ที่ 180 บาทต่อสิทธิ ถือกับต่ำกว่าราคาตลาดของ Advanced Generative AI (เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced หรือ Claude Pro) ที่ปกติมีค่าใช้จ่ายราว 700-800 บาทต่อเดือน หากภาครัฐสามารถเจรจาเหมาจ่าย (Bulk License) ได้ในราคานี้ ถือว่าคุ้มค่าในแง่ของการจัดซื้อจัดจ้าง คิดแล้วยังสงสัยว่า จะต่อยอดแล้วเป็นแบบ พรีเมียมได้ยังไง
ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ทางเศรษฐกิจ หากประชาชน 5 ล้านคน นำ AI ไปใช้ลดเวลาทำงานหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เพียงคนละ 10% มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการประหยัดเวลาและเพิ่มผลผลิต (Productivity) จะสูงกว่างบประมาณ 900 ล้านบาทหลายเท่าตัว ถ้าลงทุน 900 ล้านบาท แล้วได้ประสิทธิผลตามเป้าจริงก็ดูเหมือนจะคุ้มแต่… เรายังไม่ได้เริ่มโครงการแรก และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะเป็นอย่างไร แค่ดูจากงบประมาณที่ใช้ เหมือน ได้เงินในกระเป๋า ไปจ่ายตลาด แต่เอาของมาเลี้ยงคนจำนวนเท่าเดิม ใช้เงินน้อยกว่าเดิม คิดแล้วยังสงสัย อย่าลืมว่าสินค้าและบริการ ไอที ไม่มีอะไรที่ใหม่ อัพเดท และประสิทธิภาพสูงขึ้น แล้วซื้อด้วยราคาเท่าเดิม
ความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี
Crowdsourcing ข้อมูลมหาศาลแบบก้าวกระโดด การจะจ้างคนมาสร้างฐานข้อมูลภาษาไทย (Prompt & Response) ยังไง เพื่อฝึกฝน AI ต้องใช้งบประมาณมหาศาล โครงการนี้ใช้วิธีให้ประชาชนใช้งานจริง ซึ่งจะได้ "ข้อมูลเชิงพฤติกรรม" และ "บริบทภาษาไทยที่หลากหลาย" อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงมาก
ประเด็นเรื่อง Sovereign AI (อธิปไตยทางเทคโนโลยี) เป็นเรื่องท้าทาย ที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า ข้อมูล อยู่ที่ใคร การมี ThaiLLM เป็นของตัวเองจะช่วยลดการพึ่งพิงเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว ป้องกันเม็ดเงินไหลออก และเพิ่มความมั่นคงของข้อมูลระดับชาติ (National Security) โดยเฉพาะในภาคเอกสารราชการ ข้อมูลการแพทย์ หรือข้อมูลทางการเงิน
ความคุ้มค่าเชิงสังคมและการพัฒนาคน (Social & Human Capital Value) ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) การเข้าถึง AI ระดับพรีเมียมมักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย การแจกสิทธิ 5 ล้านสิทธิจะช่วยให้นักเรียน นักศึกษา และธุรกิจ SMEs เข้าถึงเครื่องมือระดับโลกได้เท่าเทียมกัน
Upskill & Reskill ระดับชาติ อันนี้เป็นการบังคับกลายๆ ให้เกิดการเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต (AI Literacy) ผ่านการลงมือทำจริง ซึ่งมีประสิทธิภาพกว่าการจัดอบรมเพียงอย่างเดียว
ความท้าทายและจุดที่ต้องระวัง
แม้โครงการจะมีศักยภาพสูง แต่ความคุ้มค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อภาครัฐสามารถอุดช่องโหว่เหล่านี้ได้ 1 ปัญหา "รับสิทธิแต่ไม่ใช้งาน" (Low Adoption Rate) หากคนลงทะเบียน 5 ล้านคน แต่มีการใช้งานจริง (Active Users) เพียงหลักแสน โครงการนี้จะไม่คุ้มค่าทันที และจะไม่ได้ Big Data ตามที่ตั้งเป้าไว้
คุณภาพของข้อมูล (Data Quality): ข้อมูลที่ได้จากการใช้งานทั่วไปอาจเต็มไปด้วยคำถามเล่นๆ คำทักทาย หรือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ภาครัฐต้องมีงบประมาณและทีมงานในการ "คัดกรองและทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleansing)" ซึ่งอาจเป็นต้นทุนแฝงที่สูงมาก
ความย้อนแย้งทางเทคโนโลยี การใช้ AI ระดับพรีเมียม (ซึ่งมักเป็นของต่างชาติ) แต่ต้อง "บล็อกให้อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ไทยและไม่ให้ต่างชาติเข้าถึง" เป็นความท้าทายทางวิศวกรรมและการเจรจาสัญญาอย่างมาก หากทำไม่ได้จริงตามที่เคลมไว้ วัตถุประสงค์ด้าน Sovereign AI จะล้มเหลว
ต้นทุนการเทรนโมเดล (Compute Cost) งบ 900 ล้านบาทอาจครอบคลุมแค่ค่า License AI สำหรับแจกประชาชน แต่การนำ Big Data ไปฝึกฝน (Train) ThaiLLM ต้องใช้ Supercomputer ที่มี GPU พลังประมวลผลสูงมาก ซึ่งต้องตั้งคำถามว่ามีงบประมาณรองรับในส่วนนี้แล้วหรือยัง
โครงการนี้ "มีความคุ้มค่าสูงมากในเชิงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์" แต่ความคุ้มค่าในทางปฏิบัติจะขึ้นอยู่กับ "ความสามารถในการบริหารจัดการ" เพื่อกระตุ้นให้คนใช้งานจริง และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในการนำข้อมูลไปเทรน AI ต่อ
คงต้องดูว่ากลุ่มเป้าหมายใด (เช่น นักศึกษา, ข้าราชการ, หรือ SMEs) ในการประชาพิจารณ์บอกว่ากลุ่มเป้าหมายของโครงการระยะแรก คือกลุ่มนี้ ถ้าเป็นโครงการระยะที่สอง สิทธิ ควรจะเป็นของใคร อีก 5 ล้านคน หรือ 5 ล้านเดิม ถ้าเได้ป็นห้าล้านใหม่แล้วห้าล้านเดิมจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อใช้ กลุ่มไหนจะเกิดความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด
ช่องว่างของการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์
เหนือสิ่งอื่นใด หากกรอบความคิด ของผู้บริหารไม่ได้มุ่งไปที่ตัวเลข หรือจำนวนการเข้าถึง AI แต่พูดภาพกลวใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ช่องว่างการเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์แบบเงียบๆ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้สึก หากรัฐบาลมุ่งทำโครงการนี้โดยขาดความเข้าใจ และพยายามลดช่องว่าง การเข้าถึง AI ความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยเข้าถึง AI เยอะๆ จะเป็นเรื่องไร้ค่า เมื่อ วันหนึ่ในอนราคตอีกไม่นานเท่าไร AI จะกลายเป็น ปัจจัยที่ 6 ของชีวิตมนุษย์ (หลังจากสมาร์ตโฟนชิงที่ห้าไปแล้ว) รายได้ได้น้อย จะไม่ได้สิทธิ์เข้าถึง AI เลย ถึจไะได้แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพ เพียงพอ การให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เข้าถึง AI โดยไม่ทันระวัง การแจก อาจเป็นการ ถ่าง ช่องว่าง ดิจิทัล ช่องว่าในการเข้าถึง AI ให้กว้างมากขึ้น




